เว็บไซต์    สารบัญเว็บไทย    หางาน   วิดีโอ    เพลง    ข่าว     ความรู้    ถามตอบ    ไฟล์ข้อมูล  
 
หาอะไร  
หาแบบละเอียด
ช่วยเหลือ
 
สมัครสมาชิก

สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก > การลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
การลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ  
 

 
สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก
 
การลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ โดย ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ
          ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (constitutional monarchy) พระมหากษัตริย์จะทรงปกเกล้าฯ  แต่มิได้ทรงปกครองกล่าวคือ พระมหากษัตริย์จะทรงเป็นประมุขปกเกล้าฯ เหล่าประชาแต่จะไม่มีพระราชดำริใดๆ  ทางการเมือง และการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเป็นเรื่องการปกครองโดยตรง จะทรงทำตามคำแนะนำและยินยอขององค์กรทางการเมือง โดยเฉพาะคณะรัฐมนตรีหรือรัฐสภา เมื่อทรงทำตามคำแนะนำและยินยอมขององค์กรทางการเมืองก็ไม่ต้องทรงรับผิดชอบทางการเมือง แต่องค์กรทางการเมืองต้องรับผิดชอบแทน จึงมีหลักว่าพระมหากษัตริย์ไม่ทรงกระทำผิดใดๆ (The king can do no wrong) เพื่อแสดงให้เห็นว่าทรงทำตาม คำแนะนำและยินยอมขององค์กรทางการเมือง จึงต้องมี ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ การลงนามรับสนองพระบรมราชโองการนี้เป็นการลงนามกำกับการกระทำของประมุขของรัฐเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

หัวข้อ

หลักทั่วไปของการลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
          หลักที่ว่าต้องมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์อันเกี่ยวกับราชการแผ่นดินนี้  ได้มีขึ้นในทวีปยุโรปตั้งแต่ยุคกลางที่มีการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งเป็นวิธีที่ทำให้รัฐมนตรีต้องรับผิดชอบต่อพระมหากษัตริย์  โดยวิธีที่รัฐมนตรีประทับตราตำแหน่งลงในเอกสาร กล่าวคือ เมื่อรัฐมนตรีประทับตราตำแหน่งลงในเอกสารแล้ว ก็ต้องรับผิดชอบต่อข้อความในเอกสารนั้น และในเวลาเดียวกันเป็นการรับรองความถูกต้องแท้จริงของเอกสารด้วย ต่อมาเมื่อประเทศต่างๆ มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย การประทับตราซึ่งใช้แทนการลงลายมือชื่อ และมีความมุ่งหมายเพียงแต่ใช้เป็นพยานหลักฐานย่อมไม่เป็นการเพียงพอ  การลงนามรับสนองพระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์ได้กลายเป็นวิธีควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอย่างหนึ่ง คือ การลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเป็นเหตุให้รัฐมนตรีซึ่งลงนามรับสนองพระบรมราชโองการในฐานะผู้ถวายคำแนะนำให้พระมหากษัตริย์ต้องรับผิดชอบทั้งทางการเมืองและกฎหมายอาจถูกฟ้องร้องได้ หากการถวายคำแนะนำนั้นมิชอบด้วยกฎหมาย
[กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
ประวัติศาสตร์การลงนามรับสนองพระบรมราชโองการในประเทศไทย
           ประเพณีการลงนามรับสนองพระบรมราชโองการในประเทศไทยมีมาตั้งแต่เมื่อใดไม่ปรากฏเด่นชัด โดยเฉพาะการตรากฎหมายนั้นแต่เดิมจะใช้ตราประทับ ดังเช่น ในกฎหมายตราสามดวงจะใช้ตราราชสีห์  คชสีห์  และบัวแก้วโดยพระมหากษัตริย์จะไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยและไม่มีผู้ใดลงนามรับสนองพระบรมราชโองการการตรวจความถูกต้องใช้การตรวจตราประทับดังข้อความตอนท้ายของประกาศพระบรมราชปรารภกฎหมายตราสามดวงในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชว่า “...ครั้นชำระแล้วให้อาลักษณ์ชุบเส้นหมึกสามฉบับ ไว้ห้องเครื่องฉบับหนึ่ง ไว้หอหลวงฉบับหนึ่ง ไว้  ณ ศาลหลวงสำหรับลูกขุนฉบับหนึ่ง ปิดตราพระราชสีห์ พระคชสีห์ บัวแก้ว ทุกเล่มเป็นสำคัญถ้าพระเกษม พระไกรสี เชิญพระสมุดพระราชกำหนดบทพระอัยการออกมาพิพากษาคดีใดลูกขุนทั้งปวงไม่เห็นปิดตราพระราชสีห์ พระคชสีห์บัวแก้ว สามดวงนี้ไซร้ อย่าให้เชื่อฟังเอาเป็นอันขาดทีเดียว” ประเพณีที่ไม่มีการลงพระปรมาภิไธยและลงนามรับสนองพระบรมราชโองการนี้ยึดถือกันเรื่อยมาจนเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง  พุทธศักราช  ๒๔๗๕  ดังจะเห็นได้จากกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์พุทธศักราช  ๒๔๖๗  ก็ยังไม่มีการลงพระปรมาภิไธย และการลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

          การลงพระปรมาภิไธยในกฎหมาย หรือ การอื่นเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน มาปรากฏครั้งแรกในยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองตามหลักฐานในประชุม กฎหมายประจำศกปรากฏว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยท้ายพระราชกำหนดนิรโทษกรรมในคราวเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินพุทธศักราช ๒๔๗๕ เป็นฉบับแรกโดยไม่มีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ  และประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษาลง วันที่  ๒๖  มิถุนายน พุทธศักราช  ๒๔๗๕  กฎหมายฉบับที่สอง คือ พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครอง แผ่นดินสยามชั่วคราวพุทธศักราช  ๒๔๗๕  ซึ่งก็ทรงลงพระปรมาภิไธยท้ายพระราชบัญญัติโดยไม่มีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเช่นกัน แต่การลงนามรับสนองพระบรมราชโองการมาปรากฏในประกาศจัดระเบียบป้องกันราชอาณาจักร  ซึ่งลงราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่  ๖  กรกฎาคม  พุทธศักราช  ๒๔๗๕  โดยมีพระยามโนปกรณ์นิติธาดาประธานคณะกรรมการราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ  ที่เป็นเช่นนี้  เพราะพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว  พุทธศักราช  ๒๔๗๕  มาตรา  ๗  บัญญัติว่า  “การกระทำใดๆ  ของกษัตริย์ต้องมีกรรมการราษฎรผู้หนึ่งผู้ใดลงนามด้วย โดยได้รับความยินยอมจากคณะกรรมการราษฎรจึงจะใช้ได้ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ”

          แม้ในการตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช  ๒๔๗๕  ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่  ๑๐  ธันวาคม  พุทธศักราช  ๒๔๗๕  ก็ทรงลงพระปรมาภิไธยก่อนคำปรารภ  ดังเช่นที่ปฏิบัติมาตั้งแต่การตราพระราชบัญญัติยกเลิกอากรนาเกลือ  พุทธศักราช  ๒๔๗๕  (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่  ๑๗  กรกฎาคม  พุทธศักราช ๒๔๘๒) และพระยาม โนปกรณ์นิติธาดา ประธานคณะกรรมการราษฎรลงนามรับสนองพระบรมราชโองการตอนท้ายของรัฐธรรมนูญ  ธรรมเนียมการลงพระปรมาภิไธยและการลงนามรับสนองพระบรมราชโองการก็ต้องปฏิบัติตังนี้มาจนถึงปัจจุบัน

          ปัจจุบัน ในทางปฏิบัติ การลงนามรับสนองพระบรมราชโองการก็คือ เมื่อมีกฎหมายหรือข้อราชการใดในการบริหารราชการแผ่นดินสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีก็จะทำเรื่องเสนอนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับคติสากลที่ว่า  ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการคือผู้ถวายคำแนะนำนั่นเอง

[กลับหัวข้อหลัก]

กฎหมายตราสามดวงประทับตราพระราชสีห์ ตราพระคชสีห์ และตราบัวแก้ว


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้วแก่ประธานรัฐสภา

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การลงนามรับสนองพระบรมราชโองการตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน
          รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน  (พุทธศักราช ๒๕๔๐)  มาตรา  ๒๓๑  บัญญัติว่า “บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดินต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญนี้” ซึ่งหมายความว่า การกระทำของพระมหากษัตริย์ที่เป็นลายลักษณ์อักษรอันเกี่ยวด้วยราชการแผ่นดิน  ซึ่งรัฐธรรมนูญมิได้ระบุให้เป็นหน้าที่ของบุคคลอื่นที่จะลงนามรับสนองพระบรมราชโองการไว้เป็นการเฉพาะแล้วต้องมีรัฐมนตรีคนหนึ่งลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเสมอไป  การที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐมนตรีคนหนึ่งเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ก็เท่ากับให้รับผิดชอบสำหรับการกระทำของพระมหากษัตริย์ ความรับผิดชอบนี้ ในทางการเมืองย่อมหมายถึง ความรับผิดชอบต่อรัฐสภาและต่อสาธารณชน ในอันที่จะรับคำวิพากษ์วิจารณ์หรืออธิบายเหตุผล เพราะตนเป็นผู้ถวายคำแนะนำ และพระมหากษัตริย์ก็ทรงกระทำตามคำแนะนำโดยมิได้มีพระราชดำริส่วนพระองค์เลย จึงมีธรรมเนียมปฏิบัติในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขต่อไปอีกว่า ผู้วิพากษ์วิจารณ์จะไม่วิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ แต่จะวิจารณ์รัฐมนตรีผู้ถวายคำแนะนำ และรัฐมนตรีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการก็จะต้องไม่อ้างพระราชดำริใดๆ  ของพระมหากษัตริย์ เพื่อปัดความผิดให้พ้นตัว

         การลงนามรับสนองพระบรมราชโองการนี้รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดว่ารัฐมนตรีคนใดต้องเป็นผู้ลงนาม ดังนั้น ในทางกฎหมาย  รัฐมนตรีคนใดลงนามรับสนองพระบรมราชโองการก็มีผลสมบูรณ์ แต่ในธรรมเนียมปฏิบัติ  ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการมักเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเพราะถือเป็นเรื่องสำคัญ

         อนึ่ง การลงนามรับสนองพระบรมราชโองการนี้ รัฐธรรมนูญกำหนดไว้เฉพาะบทกฎหมายพระราชหัตถเลขา หรือพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดินเท่านั้น  ไม่รวมถึงพระราชหัตถเลขา  หรือพระบรมราชโองการอื่นส่วนพระองค์ที่ไม่เกี่ยวกับราชการแผ่นดินซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยได้เองโดยไม่ต้องมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ  อาทิ  พระราชหัตถเลขาส่วนพระองค์ พระบรมราชโองการสั่งข้าราชบริพารในราชสำนักที่ไม่ใช่ราชการแผ่นดิน  พระบรมราชโองการเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนพระองค์ เป็นต้น ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะราชการแผ่นดินนั้นพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปโตยโดย ผ่านทางรัฐสภา  คณะรัฐมนตรี  และศาล  ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ (ดูรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา ๓)  และคณะรัฐมนตรีมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน (ดูรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา  ๒๐๑  วรรคหนึ่งประกอบมาตรา ๒๑๒)  ดังนั้น เรื่องที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ  ถวายคำแนะนำให้พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย จึงต้องมีมติคณะรัฐมนตรีถวายคำแนะนำ ส่วนผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี  รองนายกรัฐมนตรี  หรือรัฐมนตรีคนอื่น เป็นเพียงผู้นามติคณะรัฐมนตรีขึ้นกราบบังคมทูล เว้นแต่ที่รัฐธรรมนูญยกเว้นไว้เป็นการเฉพาะว่า ให้รัฐมนตรีผู้ใดลงนามรับสนองพระบรมราชโองการได้เพียงผู้เดียวโดยไม่ต้องมีมติคณะรัฐมนตรีรับรอง อาทิ กรณีตามมาตรา ๙๓  ซึ่งรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีนำร่างพระราชบัญญัติ  หรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาเห็นชอบแล้ว ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายภายใน  ๒๐ วันหรือกรณีตามมาตรา ๒๑๗  ให้นายกรัฐมนตรีถวายคำแนะนำพระมหากษัตริย์เพื่อโปรดเกล้าฯ  ให้รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง นอกจากนั้นยังอาจมีธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญที่เป็นประเพณีที่ปฏิบัติกันมานาน โดยที่ไม่ได้บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร อาจยกเว้นให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่เพียงลำพัง โดยไม่ต้องมีมติคณะรัฐมนตรีรับรองก็ได้ อาทิ การที่นายกรัฐมนตรีถวายคำแนะนำให้ทรงแต่งตั้งรัฐมนตรีทั้งปวงนั้นไม่มีรัฐธรรมนูญมาตราใดกำหนดไว้  แต่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติว่า  นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ถวายคำแนะนำ และลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ หรือการยุบสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา ๑๑๖ ซึ่งไม่ได้ระบุให้นายกรัฐมนตรีถวายคำแนะนำ แต่กำหนดให้ทำเป็นพระราชกฤษฎีกาซึ่งโดยปกติต้องผ่านการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรีแต่ธรรมเนียมปฏิบัติที่ปฏิบัติกันมากว่า ๒๐ ปีแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ถวายคำแนะนำได้เพียงลำพังเช่นนี้ ก็ต้องถือว่าการถวายคำแนะนำดังกล่าวย่อมกระทำได้โดยชอบ โดยมิต้องมีมติคณะรัฐมนตรีรองรับ (โปรดดูมาตรา ๗  ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย)

           หลักที่ว่า  รัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการนี้  มีข้อยกเว้นกรณีที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งอื่น เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแทน  ซึ่งมีหลายกรณี ดังนี้
             ๑. การแต่งตั้งและให้ประธานองคมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ประธานรัฐสภาจะเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ (มาตรา ๑๓)
             ๒. การแต่งตั้งองคมนตรี หรือให้องคมนตรีพ้นจากตำแหน่ง  ประธานองคมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ (มาตรา ๑๓)
             ๓. การแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช  ๒๔๖๙  ให้ประธานรัฐสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ (มาตรา ๒๒)
             ๔.  การแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร  ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ  (มาตรา ๑๒๐)
             ๕.  การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการเลือกตั้ง  (มาตรา  ๑๓๖)  ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  (มาตรา  ๒๕๕) ประธานและกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (มาตรา ๒๙๗) ประธานและกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน(มาตรา ๓๑๓) ให้ประธานวุฒิสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
             ๖. การเรียกประชุมรัฐูสภาสมัยวิสามัญตามที่สมาชิกรัฐสภาไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามเข้าชื่อกันร้องขอให้เรียกประชุม ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้กราบบังคมทูล  และลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ  (มาตรา  ๑๖๓)
             ๗. การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีให้ ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ (มาตรา๒๐๑)

[กลับหัวข้อหลัก]

เหตุการณ์ในวันที่นำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย เมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๐


นายอานันท์ ปันยารชุน กำลังรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
ผลของการลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
          การลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ มีผล ดังนี้

             ๑. การลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เป็นการรับรองพระปรมาภิโธยว่าเป็นพระปรมาภิไธยอันแท้จริงของพระมหากษัตริย์

             ๒.  การลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เป็นการแสดงว่าผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเป็นผู้ถวายคำแนะนำพระมหากษัตริย์  ให้ทรงลงพระปรมาภิไธย และผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการต้องเป็นผู้รับผิดชอบ  ๓  ประการ  ดังต่อไปนี้
                 ๒.๑  ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการรับผิดชอบในความถูกต้องของกระบวนการที่ผ่านมาและแบบพิธีในเรื่องที่ทูลเกล้าฯ  ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยว่าได้ ผ่านกระบวนการและแบบพิธีโดยถูกต้องตามกฎหมาย เช่น กรณีร่างพระราชบัญญัติ ร่างพระราชบัญญัตินั้นจะต้องผ่านการพิจารณาได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภามาแล้ว  เป็นต้น
                 ๒.๒  ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการรับผิดชอบความถูกต้องของข้อความว่าข้อความในเอกสารถูกต้อง  เช่น  กรณีร่างพระราชบัญญัติ  ข้อความในร่างพระราชบัญญัติถูกต้องตามที่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา เป็นต้น
                 ๒.๓  ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการรับผิดชอบในเนื้อหาสาระของข้อความนั้น เช่น สมควรประกอบพระราชกรณียกิจนั้นหรือไม่  ผู้ที่ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการจะต้องรับผิดชอบในฐานะที่เป็นผู้ถวายคำแนะนำให้พระมหากษัตริย์ทรงกระทำพระราชกรณียกิจนั้นๆ  ทั้งนี้ เพราะพระมหากษัตริย์ไม่ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจโดยพระองค์เอง แต่ทรงปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการจึงต้องรับผิดชอบแทนพระมหากษัตริย์

          อย่างไรก็ตาม โนกรณีที่รัฐธรรมนูญบังคับว่า จะต้องลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเสมอไป  โดยผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการไม่มีทางเลือก ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการจะมีความรับผิดชอบเพียงในเรื่องความถูกต้องของกระบวนการและแบบพิธี และความถูกต้องของข้อความที่ปรากฏในเอกสารเท่านั้น แต่ไม่ต้องรับผิดชอบเนื้อหาสาระของข้อความที่ปรากฏในพระบรมราชโองการ

[กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

บรรณานุกรม
• ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ อุวรรณโณ

[กลับหัวข้อหลัก]
 
ผู้สนับสนุน
อยากเห็นเว็บไซต์ของท่านตรงนี้ คลิกที่นี่
สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก > การลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ