หรือมีชื่อเรียกอีกอย่างในสมัยโบราณว่า "เครื่องม้าล่อ" (จากเอกสารเก่าในประวัติศาสตร์จะพบว่ามีการใช้คำ "ม้าฬ่อ" และระบุว่า ช่างทำเครื่องทองลงหิน สมัยรัชกาลที่ ๔ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ซื้อทองม้าฬ่อ (โล่โก๊ะแตก) จากประเทศจีน ประมาณกิโลกรัมละ ๒๕ บาท มาหล่อใหม่ทำเป็นขันน้ำพานรอง ฆ้องกระแตระนาดแก้ว ตลอดจนได้หล่อเป็นพระพุทธรูปและลำกล้องปืนใหญ่ ต่อมานิยมทำเป็นขันลงหินกันมาก จนกระทั่งนายเกลียว บุนนาค ที่กรมวิทยาศาสตร์ กระทรวงอุตสาหกรรม แยกธาตุดูทราบว่า แร่ธาตุที่ผสมอยู่มีทองแดง ดีบุก จึงได้เริ่มผสมขึ้นใช้เองในประเทศไทย ไม่ต้องซื้อจากต่างประเทศเหมือนแต่ก่อน ทำให้อุตสาหกรรมนี้เจริญขึ้นมาก) เครื่องทองลงหินมีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีนและนำเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยการนำเอาโลหะ ๒ ชนิด คือ ดีบุก และทองแดง ผสมกัน แล้วหล่อหลอมทำเป็นเครื่องใช้ต่างๆ เช่น ขันลงหิน ทัพพีลงหินมีดลงหิน เป็นต้น มีการประดิษฐ์ลวดลายต่างๆ ลงไปให้ดูสวยงาม ฝีมือประณีตมีคุณภาพดีเป็นที่รู้จักและนิยมอย่างแพร่หลายในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น แต่ต่อมาความนิยมลดลงไปมาก เนื่องจากดูแลรักษายากเพราะจะต้องคอยขัดอยู่เสมอ มิฉะนั้นจะหมองและประกอบกับมีผลิตภัณฑ์ชนิดอื่นที่สวยงามและง่ายต่อการดูแลรักษา รวมทั้งมีราคาถูกกว่าอีกด้วย จึงทำให้ความนิยมใช้เครื่องทองลงหินน้อยลง
ในราวพ.ศ. ๒๔๙๐ ผู้ผลิตเครื่องทองลงหินบางคนได้พยายามพัฒนาเครื่องทองลงหินด้วยการประดิษฐ์และพัฒนาลวดลายไทยใหม่ๆ ลงบนเครื่องทองลงหิน รวมทั้งใช้เขาสัตว์และไม้มาประกอบเป็นด้ามมีด ช้อน และทัพพี ให้ดูแปลกใหม่ แต่ตลาดรับซื้อก็ยังอยู่ในวงแคบ ต่อมาเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๗ มีชาวต่างประเทศเข้ามาท่องเที่ยวพักผ่อนในประเทศไทยมากขึ้น
ในช่วงเวลานี้เองมีผู้ผลิตเครื่องทองลงหินผู้มีความคิดกว้างไกล ได้คิดประดิษฐ์เครื่องทองลงหินให้มีลักษณะเป็นของที่ระลึก เช่น พวงกุญแจที่เปิดขวด และอื่นๆ ที่เหมาะสำหรับนำไปเป็นของฝากหรือของขวัญ จนกระทั่งเป็นที่นิยมแพร่หลายมากขึ้น จึงได้มีการพัฒนารูปแบบให้สอดคล้องกับรสนิยมของชาวต่างประเทศ จนสามารถส่งออกไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศได้เป็นมูลค่านับร้อยล้านบาทต่อปี แต่สินค้าประเภทนี้ก็ไม่เจริญเติบโตมากนัก เพราะขึ้นอยู่กับความนิยมของผู้ซื้อในต่างประเทศซึ่งมักจะไม่สม่ำเสมอ แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังสามารถขายไปยังตลาดต่างประเทศได้บ้าง
แหล่งผลิตเครื่องทองลงหินโดยทั่วไปอยู่ในกรุงเทพฯ และธนบุรี ซึ่งปัจจุบันมีน้อยรายและมีลักษณะการผลิตในรูปอุตสาหกรรมครัวเรือนเพราะเป็นอาชีพที่ตกทอดกันมานาน
จากตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น เห็นได้ว่าผลิตภัณฑ์หัตถกรรมแต่ละประเภท ล้วนแต่มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานมาแต่สมัยโบราณทั้งก่อนประวัติศาสตร์และสมัยประวัติศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน บางชนิดก็ได้เลิกผลิตกันไปแล้วเพราะหมดความจำเป็นด้านการใช้สอย แต่บางชนิดแม้จะเลิกผลิตไปแล้ว แต่ก็มีการฟื้นฟูให้มีการผลิตขึ้นใหม่เพื่อจรรโลงไว้ซึ่งศิลปะทางวัฒนธรรม ก็สามารถขายได้แม้จะมีราคาแพงเพราะบางคนต้องการเพื่อเก็บสะสมไว้ บางคนก็ซื้อเพื่อประดับบ้านเรือน หรือบางคนก็ซื้อเพื่อให้เป็นของขวัญของกำนัล เป็นต้น
[กลับหัวข้อหลัก]