เว็บไซต์    สารบัญเว็บไทย    หางาน   วิดีโอ    เพลง    ข่าว     ความรู้    ถามตอบ    ไฟล์ข้อมูล  
 
หาอะไร  
หาแบบละเอียด
ช่วยเหลือ
 
สมัครสมาชิก

สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 7
การป้องกันและกำจัดโรคพืช  
 

 
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 7
 
การป้องกันและกำจัดโรคพืช โดย นายธีระ สูตะบุตร, นางปราณี (สมุทสินธุ์) ฮัมเมอลิงค์


          สามารถทำได้หลายวิธีด้วยกันดังนี้


[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

หัวข้อ

๑. การเลือกที่ปลูก

          ควรคำนึงถึงความเหมาะสม ๒ ประการ คือ
          ๑.๑     ด้านเศรษฐกิจ    ให้เลือกบริเวณปลูกใกล้ตลาดที่มีการขนส่งสะดวกและระยะใกล้ที่สุด  เพื่อลดปัญหาค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา และลดระยะเวลาเสี่ยงต่อความเสียหายที่พืชผลหลังเก็บเกี่ยวจะถูกทำลายด้วยโรคและแมลง เช่น โรคเน่าเละของพืชผัก โรคผลเน่าของไม้ผล เป็นต้น

          ๑.๒   ด้านการเพาะปลูก  เลือกบริเวณที่มีสภาพดินฟ้าอากาศเหมาะแก่พืชที่ปลูก เพื่อให้พืชโดยเฉพาะอย่างยิ่งระยะกล้าและต้นอ่อน ซึ่งเป็นระยะที่อ่อนแอต่อโรคต่างๆเจริญเติบโตเร็ว เป็นการหลีกเลี่ยงการเป็นโรค เช่น โรคเน่าระดับคอดิน โรคราน้ำค้างข้าวโพด เป็นต้น

          เลือกปลูกพืชในบริเวณที่ไม่เคยมีโรคระบาดมาก่อนหรือไม่ควรปลูกพืชเดิมซ้ำแปลงเดิมที่เป็นโรค   ควรเว้นระยะปลูกพืชนั้นให้นานพอประมาณ เพื่อลดปริมาณเชื้อที่เคยระบาดวิธีนี้จะช่วยลดการเกิดโรคได้มาก โดยเฉพาะโรคที่เกิดจากเชื้อสาเหตุที่อาศัยอยู่ในดิน

[กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
๒. การเตรียมดินและการปรับปรุงดิน
          ๒.๑  การเตรียมดิน  วัตถุประสงค์หลักของการเตรียมดินโดยการขุด ไถพลิกดิน หรือพรวนด้วยเครื่องมือนานาชนิดเพื่อปรับสภาพดินให้ร่วน มีการระบายหรืออุ้มน้ำดี และอุณหภูมิภายในดินเหมาะสมแก่การปลูกพืช  ซึ่งนอกจากจะทำให้พืชเจริญเติบโตเร็ว หลีกเลี่ยงการเกิดโรคแล้ว  การตากดิน เป็นครั้งคราวประมาณครั้งละ ๑๐-๑๕ วัน ยังช่วยลดปริมาณเชื้อโรคในดินและกำจัดวัชพืชต่างๆโรคหลายชนิด เช่น โรคราน้ำค้างโรคเขม่าดำ โรคตากบของถั่วเหลือง    เชื้อสาเหตุจะยังเจริญอยู่ในเศษส่วนหนึ่งที่เน่าเปื่อยของพืชเป็นโรค หรือส่วนขยายพันธุ์ที่เรียกว่าสปอร์ยังตกค้างอยู่ในดิน ซึ่งการไถพลิกดินตากแดดนี้ช่วยลดปริมาณเชื้อ   และการเกิดโรคในฤดูปลูกต่อไปได้   ส่วนแปลงที่มีไส้เดือนฝอยรากแผลระบาด การไถพลิกดินตากแดดในฤดูร้อนจะช่วยฆ่าไส้เดือนฝอยรากแผล ซึ่งไม่ทนต่อความร้อนแห้งและฆ่าตัวอ่อนของไส้เดือนฝอยรากปม    ส่วนไข่จะได้รับออกซิเจนและความอบอุ่น เร่งให้ฟักเป็นตัว และถูกความร้อนฆ่าต่อไป

          ๒.๒   การปรับปรุงดิน   ดินในบางท้องที่เป็นกรดมากเกินไป (เรียกว่า  ดินเปรี้ยว) หรือเป็นด่างมากเกินไป ซึ่งเป็นส่วนส่งเสริมให้เชื้อโรคบางชนิดเจริญได้ดี  หรือธาตุอาหารบางอย่างอยู่ในรูปที่พืชนำไปใช้ไม่ได้ เป็นสาเหตุให้เกิดอาการผิดปกติ  และโรคระบาดเกิดขึ้น ฉะนั้นควรตรวจดูความเป็นกรดเป็นด่างของดินเป็นครั้งคราว  ถ้าทำเองไม่ได้ก็ควรส่งตัวอย่างดินหรือพืชมาวิเคราะห์ที่กองเกษตรเคมี กรมวิชาการเกษตร ซึ่งก็จะได้คำตอบพร้อมทั้งคำแนะนำในการปรับปรุงดินที่เหมาะสมต่อไป สำหรับวิธีแก้ไขง่ายๆ  เมื่อทราบว่าดินเป็นกรด คือการใส่ปูนขาวแล้วคลุกดินให้ดี ไม่ควรโรยที่ผิวหน้าเพราะเมื่อปูนขาวถูกน้ำจะจับกันเป็นก้อนแข็ง ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อการปลูกพืช  การใส่ปูนขาวจะมากน้อยขึ้นอยู่กับความเป็นกรดของดินที่จะปรับ นอกจากนี้ยังนิยมใช้ปุ๋ยอินทรีย์  เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด หรือปุ๋ยอนินทรีย์ (ปุ๋ยวิทยาศาสตร์)  มาช่วยในการปรับปรุงดินตามความเหมาะสมแล้วแต่กรณีไป


[กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
๓. การเลือกพืชปลูกสลับหรือพืชหมุนเวียน

          เป็นวิธีที่จะช่วยป้องกัน    และลดความเสียหายจากการระบาดของโรคบางชนิดได้ โดยเฉพาะเชื้อโรคที่อาศัยอยู่ในดินการพิจารณาว่าจะใช้พืชอะไรมาปลูกและนานเท่าใดนั้น ควรมีหลักดังนี้

          ๓.๑  ความสามารถที่จะอยู่ในบริเวณแปลงเป็นโรคนานเท่าไร

          ๓.๒  ปริมาณเชื้อมีมากน้อยแค่ไหน  และความสามารถในการแพร่ขยายพันธุ์

          ๓.๓  พยายามลดปริมาณของเชื้อให้น้อยลง โดยการปลูกพืชที่ทำลายเชื้อสาเหตุ เช่น ดาวเรืองซึ่งขับสารทำลายไส้เดือนฝอย ทำให้ปริมาณไส้เดือนฝอยลดลง

          ๓.๔  ต้องระวังพืชบางชนิดที่เชื้อเข้าเจริญขยายพันธุ์ได้ดี แต่พืชไม่แสดงอาการโรคให้เห็นเด่นชัดเพราะฉะนั้น จึงกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อ เมื่อปลูกพืชเศรษฐกิจก็อาจจะถูกเชื้อเข้าทำลายเสียหายรุนแรง

          จากหลักดังกล่าว  พืชที่นำมาปลูกสลับ หรือหมุนเวียนนั้น   ส่วนใหญ่ไม่ควรใช้พืชพวกเดียวกัน   เช่น    ปลูกพริกแล้วเป็นโรคเหี่ยว ก็ควรใช้ข้าวโพด ถั่ว หรือผักมาปลูกสลับ๑-๒ ปี แล้วจึงหันมาปลูกพริกใหม่ พวกไส้เดือนฝอยรากแผลซึ่งเข้าทำลายข้าวโพด  แต่ไม่ทำลายฝ้ายกับถั่วลิสง  ดังนั้น  เมื่อปลูกฝ้าย และถั่วลิสงหลังข้าวโพด จะให้ผลผลิตของพืชทั้งสองและจำนวนไส้เดือนฝอยจะลดลง  เมื่อถึงเวลาปลูกข้าวโพดใหม่ข้าวโพดจะไม่เสียหาย เนื่องจากไส้เดือนฝอยชนิดนี้ ในทางตรงข้ามปลูกพืชหมุนเวียน เพื่อลดความเสียหายจากไส้เดือนฝอยรากปม ไม่ค่อยได้ผล    เพราะไส้เดือนฝอยรากปมมีพืชอาศัย(กว่า ๒,๕๐๐ ชนิด) นอกจากจะปลูกพืชที่ไม่ใช่พืชเศรษฐกิจเช่น ถั่วโครตาลาเลีย ซึ่งมีความต้านทานต่อไส้เดือนฝอยรากปมและต้องใช้วิธีอื่นในการป้องกันและกำจัดไส้เดือนฝอยรากปมเป็นต้น
[กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
๔. การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์และส่วนขยายพันธุ์


          เมล็ดพันธุ์และส่วนขยายพันธุ์ที่ปราศจากโรค เป็นสิ่งสำคัญยิ่งที่จะต้องมีการคัดเลือกเพื่อนำมาปลูก   เพราะจะเป็นการป้องกันการเกิดโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น   ดังนั้น   จึงควรคัดเลือกจากต้นพืชปกติหรือซื้อหาจากแหล่งที่เชื่อถือได้

          กรณีที่กสิกรผลิตเมล็ดพันธุ์  หรือส่วนขยายพันธุ์เองควรจะมีการวางแผน  เช่น  เลือกบริเวณปลูกส่วนใดส่วนหนึ่งที่เหมาะสม มีการดูแลทั่วถึงเพื่อปลูกพืชส่วนที่จะใช้ขยายพันธุ์ต่อไปหรือกสิกรควรมีการคัดเลือกพืชต้นที่แข็งแรง   ไม่แสดงอาการเป็นโรคต่างๆ  มีการดูแลรักษาพิเศษ   พร้อมทั้งศึกษาวิธีการเก็บส่วนขยายพันธุ์ที่ถูกต้องและมีคุณภาพดี  ควรทราบว่ามีโรคหลายชนิดที่ติดไปกับเมล็ดพันธุ์  กิ่งตอน หรือท่อนพันธุ์  เช่น โรคใบขาวของอ้อย โรคราน้ำค้างข้าวโพด  วิธีการเก็บเมล็ดข้าวโพดคือ ต้องตากเมล็ดให้แห้ง พบว่าเมล็ดที่มีความชื้นน้อยกว่า ร้อยละ ๙จะไม่ถ่ายทอดโรคราน้ำค้างนี้

          กรณีที่กสิกรจำเป็นต้องซื้อเมล็ดพันธุ์     หรือส่วนขยายพันธุ์จากแหล่งอื่น  ถ้าเป็นบริเวณใกล้เคียงควรสืบประวัติที่มาของส่วนขยายพันธุ์นั้นๆว่า มาจากแหล่งที่มีโรคระบาดหรือไม่และควรซื้อจากผู้จำหน่ายที่เชื่อถือได้   ถ้าไม่แน่ใจว่าพืชมีโรคติดมาหรือไม่  ควรมีการป้องกันการเกิดโรคที่ติดมากับส่วนขยายพันธุ์โดยวิธีที่เหมาะสม เช่น ใช้ยาคลุกเมล็ด หรือ  แช่ท่อนพันธุ์ในน้ำร้อนหรือสารเคมีบางชนิด  ตัวอย่างเช่น  โรคแอนแทรกโนสของพริก ถ้าจำเป็นต้องเก็บเมล็ดพันธุ์จากแปลงที่เป็นโรค   ให้แช่เมล็ดในน้ำร้อนอุณหภูมิ  ๕๐-๕๒ MX) ก่อนนำไปปลูกจะช่วยลดการเกิดโรคได้    ส่วนท่อนพันธุ์อ้อยซึ่งต้องเก็บจากแปลงที่เป็นโรคใบขาว ควรแช่ในสารละลายเททระไซคลิน (TetracyclineHCI) เข้มข้น ๕๐๐ ppm. ทำให้ร้อน ๔๕-๕๕ องศาเซลเซียสนาน ๓๐ นาที สามารถทำให้อ้อยไม่เป็นโรคจนเป็นอ้อยตอปีที่ ๑

          กรณีที่กสิกรสั่งพันธุ์จากต่างประเทศ     ควรมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดว่าปราศจากโรค ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้มีการนำเชื้อโรค ซึ่งเดิมอาจไม่เคยมีในประเทศไทยเข้ามาแพร่ระบาดและอาจทำให้เกิดปัญหารุนแรงได้    ซึ่งมีตัวอย่างในต่างประเทศมาแล้ว สำหรับประเทศไทยสันนิษฐานว่า   โรคใบไหม้ของข้าวที่เคยทำความเสียหายให้กับข้าว  ได้รับมาจากประเทศญี่ปุ่นหรือโรคราน้ำค้างข้าวโพด  พบรายงานครั้งแรกใน ค.ศ. ๒๕๑๑-๑๒ อาจติดเข้ากับเมล็ดพันธุ์ที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันปัจจุบันระบาดทำความเสียหายมาก และยังไม่มีวิธีที่เหมาะสมที่จะยับยั้งการแพร่ระบาดโรคได้ เพราะฉะนั้นการสั่งพันธุ์จากต่างประเทศ จึงควรระมัดระวังการนำเชื้อโรคข้ามประเทศเข้ามาระบาด ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาขั้นรุนแรงได้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์


[กลับหัวข้อหลัก]

การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ดี นำไปเพาะปลูก

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
๕. การเลือกเวลาปลูก

          โรคบางอย่างอาจหลีกเลี่ยง หรือหนีโรคได้ ถ้าเราเลือกเวลาปลูกให้ดี เช่น ถ้าพืชนั้นเกิดโรครุนแรงในฤดูฝน ก็ควรเลี่ยงมาปลูกต้นหรือปลายฤดูฝน ถ้าเกิดโรคมากในฤดูหนาวก็ควรเลี่ยงมากปลูกต้นหรือปลายฤดูแทน ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ ตัวอย่างเช่น โรคราน้ำค้างของข้าวโพดเริ่มระบาดในช่วงต้นฝน  คือ  ประมาณเดือนเมษายน - พฤษภาคมและข้าวโพดจะเป็นโรครุนแรงในช่วงอายุน้อยกว่า  ๑ เดือน จึงควรทำการปลูกข้าวโพดก่อนกำหนดเวลาปลูก โดยทั่วไปประมาณ  ๑ เดือน จะช่วยให้ข้าวโพดเจริญเติบโตและแข็งแรงพอที่จะต้านทานโรคได้ และทำให้ความเสียหายที่เกิดขึ้นน้อยลง
[กลับหัวข้อหลัก]

วิธีการเตรียมท่อนพันธุ์อ้อยก่อนปลูก เพื่อลดโรคใบขาว

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
๖. การใช้สารเคมี

          ปัจจุบันสารเคมี เช่น ยาป้องกันและกำจัดรา ยังมีความจำเป็นต้องนำมาใช้ช่วยในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช  เพื่อให้ได้ผลผลิตที่เพียงพอต่อความต้องการของประชากรโลก  การใช้สารเคมีเหล่านี้จำเป็นต้องมีการศึกษาให้ทราบเสียก่อนว่า มียาอะไรบ้างที่ฉีดแล้วได้ผล ควรจะฉีดระยะเวลาใด และควรฉีดบ่อยครั้งแค่ไหน   กสิกรไม่ควรไปขอซื้อยาตามตลาด ซึ่งทั้งผู้ซื้อและขายก็ไม่ทราบว่าจะเอาไปฉีดป้องกันโรคอะไร ใช้แล้วให้ผลอย่างไร ซึ่งเป็นการเสี่ยงมาก  ที่กล่าวว่าเป็นการเสี่ยงมาก เพราะถ้าใช้ยาผิดทำให้ยาไม่ได้ผล เสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็นแล้ว บางครั้งยังทำให้เชื้อโรคสาเหตุเพิ่มความรุนแรงของโรคมากยิ่งขึ้น ฉะนั้นการจะพิจารณาใช้ยาอะไร ควรคิดและสอบถามผู้รู้  หรือหน่วยงานราชการทางการเกษตรให้รอบคอบเสียก่อนจึงตัดสินใจใช้

          สารเคมีหรือยาปราบศัตรูพืชนี้  สามารถแบ่งการใช้ประโยชน์ได้  ๓  ประเภท คือ

          ๖.๑  กำจัดศัตรูพืชให้หมดสิ้นไปมากที่สุด มักจะกระทำก่อนเริ่มปลูกพืช เช่น การอบดินฆ่าเชื้อ ซึ่งมีผลฆ่าทั้งศัตรูพืช เช่น ไส้เดือนฝอย เชื้อโรคในดิน วัชพืช และเชื้อจุลิน- ทรีย์อื่นๆที่อาจมีประโยชน์ด้วย หรืออาจกระทำในขณะที่ปลูก พืชแล้ว  แต่ต้องมีการคัดเลือกชนิดของยาให้เหมาะสมและไม่เป็นอันตรายต่อพืช

          ๖.๒  การฉีดยาป้องกันศัตรูพืช การใช้ยาประเภทนี้จะมีการวางแผน  และฉีดยาล่วงหน้าก่อนเกิดโรค โดยใช้หลักว่าปลูกพืชอะไร พืชนั้นมีโรคอะไรบ้าง เกิดโรคในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมอย่างไร จากนั้นจะมีการคัดเลือกชนิดยาที่เหมาะ-สม   (ส่วนมากมักเป็นยาเคลือบคลุมส่วนต่างๆ ของพืช) ส่วนการวางตารางการฉีดยาว่าจะบ่อยครั้งแค่ไหนขึ้นอยู่กับสภาพสิ่งแวดล้อม เช่น โรคราน้ำค้างขององุ่น มียาหลายชนิดที่ใช้ได้ผลและโดยทั่วไปนิยมฉีด ๓ ครั้ง คือ ก่อนดอกบาน หลังดอกบานและอีก ๒๑ วันหลังจากฉีดครั้งที่  ๒  อย่างไรก็ตามความบ่อยครั้งของการฉีดขึ้นอยู่กับฤดูกาลและสภาพของแต่ละท้องถิ่น  ถ้ามีฝนตกชุกจะต้องมีการฉีดบ่อยครั้งขึ้น แต่ที่ต้องทำแน่นอนคือก่อนและหลังดอกบาน  และควรคำนึงถึงอันตรายที่จะเกิดกับใบดอก  ผลที่ติดใหม่ ซึ่งยาบอร์โดมิกซ์เจอร์มักทำให้เกิดอันตรายต่อองุ่น

          การป้องกันที่เห็นได้ชัดและทำกันเสมอ  คือ  การใช้ยาคลุกเมล็ดหรือแช่ท่อนพันธุ์ ซึ่งมีตัวอย่างมากมาย เช่น เมล็ดข้าวโพด คลุกยาเมทาแลกซีล (metalaxyl) ก่อนคลุกใช้น้ำพรม แล้วคลุกเมล็ดให้เปียกพอประมาณ เพื่อป้องกันโรคราน้ำค้าง เมล็ดพริก คลุกยาเดลเซน เอ็มเอกซ์ (Delsene MX) ป้องกันโรคแอน-แทรกโนส ยาสูบคลุกยาแคปแตน ๕๐ (Captan 50) ป้องกันโรคตากบซึ่งเกิดจากเชื้อรา  มะเขือเทศ คลุกยาแคปแตน ๗๕ เปอร์-เซ็นต์ (captan 75%) เพื่อป้องกันโรคเหี่ยว ส่วนการแช่ท่อนพันธุ์นิยมทำกันมากกับพืชบางชนิด เช่น อ้อย (ดูหัวข้อ การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์และส่วนขยายพันธุ์)

          การฉีดยาฆ่าแมลงเพื่อทำลายแมลงนำเชื้อโรค

          เป็นการฉีดยาที่จำเป็นอย่างยิ่งเช่นกัน โรคพืชหลายชนิดที่เกิดจากเชื้อไวรัส  หรือไมโคพลาสมามีแมลงพวกเพลี้ยจักจั่น เพลี้ยกระโดด แมลงหวี่ขาว เป็นตัวนำเชื้อโรคและถ่ายทอดไปยังต้นปกติใกล้เคียงหรือที่ที่แมลงบินไปถึง  ฉะนั้นการฉีดยาฆ่าแมลงเป็นครั้งคราวจะช่วยงดการระบาดของโรคได้ตัวอย่างเช่น โรคใบสีส้มของข้าว มีเพลี้ยจักจั่นสีเขียวเป็นตัวนำโรคใบหดของยาสูบมีแมลงหวี่ขาวเป็นตัวนำโรค เป็นต้น

          ๖.๓  การฉีดยารักษาต้นพืชที่เป็นโรค  พืชบางชนิดโดยเฉพาะพวกที่มีราคาแพง หรือหายาก   เช่น  กล้วยไม้หรือไม้ยืนต้นบางประเภท ถ้าเป็นโรคจะเผาทิ้งทันทีก็เสียดาย จึงพยายามหาทางรักษา หรือพืชผลที่ปลูกในพื้นที่มากๆ  เมื่อเกิดโรคระบาดแล้วจะต้องคัดเลือกหายาที่มีประสิทธิภาพและเหมาะ-สม  (ดูข้อ ๖) ฉีดกำจัดโรคนั้น เพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดหรือลดความเสียหายลง   แต่โดยหลักปฏิบัติในการป้องกันและกำจัดโรคนั้น  จะต้องยึดถือหลักที่ว่า ควรทำการป้องกันไม่ให้พืชเป็นโรคมากกว่าการรักษา (ดู ๖.๒)  เพราะการรักษาพืชให้หายดีเช่น พืชปกตินั้นย่อมทำได้ยาก
[กลับหัวข้อหลัก]

สารเคมีชนิดต่างๆ ที่ใช้ป้องกันและกำจัดศัตรูพืช

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
๗. การตัดแต่งส่วนเป็นโรคหรือทำลายต้นเป็นโรค

          เมื่อพบโรคระยะเริ่มต้น  เป็นเพียงเล็กน้อยที่กิ่งก้านหรือใบ ควรตัดส่วนที่แสดงอาการออกทิ้ง  หรือขุดต้นที่เป็นโรคออกทำลายโดยการเผา หรือฝังลึกๆ ไม่ควรกองทิ้งไว้ในบริเวณแปลงปลูก เพราะเชื้อสาเหตุในชิ้นส่วนเป็นโรคเหล่านั้นยังไม่ตาย  และจะแพร่ระบาดเข้าทำลาย พืชปกติต่อไป ในบางกรณีจำเป็นต้องขุดต้นออกทิ้ง  เนื่องจากเชื้อเข้าทำลายจนทำให้ต้นทรุดโทรม รักษาให้หายได้ยาก เช่น โรครากเน่าของทุเรียน โรครากเน่าของส้ม  เป็นต้น

          ข้อควรระวัง
          ๑.  ในการตัดแต่งกิ่งก้าน หรือแต่งทรงพุ่มของไม้ผลการตัดไม้ ดอกเพื่อจำหน่าย เช่น  ดอกกล้วยไม้ ดอกหน้าวัว หรือแม้กระทั่งการตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคทำลายทิ้ง ควรทราบว่ามีโรคบางชนิดที่ติดไปกับมีด หรืออุปกรณ์ที่ใช้ เช่น โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส  สามารถถ่ายทอดโรคได้ง่ายโดยเชื้อในน้ำเลี้ยงพืชเป็นโรคติดไปกับมีด  หรือเครื่องมือที่ใช้  เมื่อนำไปตัดต้นปกติ  ก็จะทำให้ต้นปกติเกิดโรค  และทำให้เกิดการแพร่ระบาด เช่น โรคไวรัสของกล้วยไม้ซึ่งมีระบาดทั่วไปทุกแหล่ง เนื่องจากการขยายพันธุ์โดยขาดความระมัดระวัง ดังนั้นจึงต้องมีการฆ่าเชื้อที่ติดมากับเครื่องมือต่างๆ เหล่านี้ด้วย

          ๒.  แผลที่เกิดจากการตัดแต่งดังกล่าว จะต้องมีการทายากันรา หรือฉีดยาบริเวณที่เป็นโรค  ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเข้าทำลายทางบาดแผล และเพื่อลดปริมาณหรือฆ่าเชื้อในบริเวณที่พบโรค ซึ่งจะเป็นทางป้องกันการแพร่ระบาดโรคต่อไป


[กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
๘. การใช้พันธุ์ต้านทานโรคปลูก

          พืชที่จะนำมาปลูก นอกจากจะมีการคัดพันธุ์ทางด้านการเจริญเติบโต ให้ผลผลิตสูงและคุณภาพดีแล้ว  ยังจะต้องมีการคัดพันธุ์ หรือพยายามผสมพันธุ์ใหม่ให้ได้พันธุ์ที่มีความต้าน-ทานโรคมาปลูก   ซึ่งจะช่วยลดปัญหาต้นทุนการผลิตสูง  คือไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในด้านการดูแลรักษา  และการใช้ยาฉีดป้องกันโรคหรือแมลง ปัจจุบันบ้านเราก็มีพืชพันธุ์ต้านทานโรค ที่ใช้ได้ผลและแพร่หลายอยู่ในขณะนี้   เช่น  ข้าวพันธุ์ ก.ข. ๑,๓,๕ซึ่งต้านทานโรคใบสีส้ม   ข้าวพันธุ์  ก.ข.  ๗.  ต้านทานโรคขอบใบแห้ง ข้าวโพดพันธุ์ "สุวรรณ ๑"  ต้านทานโรคราน้ำค้างเป็นต้น

          ความต้านทานของพืชต่อโรคในแต่ละท้องถิ่นอาจแตก-ต่างกันออกไป แล้วแต่ชนิดของเชื้อ  เช่น โรคใบไหม้ของข้าวจะมีพันธุ์ต้านทานแตกต่างกันไป ตามท้องถิ่น เช่น
          ภาคเหนือ   ใช้พันธุ์เหนียวสันป่าตอง คอเหลือง ๖๘๗คำผาย ๑๕ และ ดอกมะลิ ๓
          ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ใช้พันธุ์หางยี ๗๑ เหนียวสันป่าตอง คำผาย ๔๑ น้ำสะกุย ๑๙ ขาวดอกมะลิ และขาวปากหม้อ ๖๗
          ภาคกลาง ใช้พันธุ์นางมล เอส ๔ ขาวปากหม้อ
          ภาคใต้  ใช้พันธุ์เผือกน้ำ ๔๓ พวงไร่ ๒
          
          งานทางด้านการคัดพันธุ์นี้จะต้องทำอยู่ตลอดเวลา  ดังได้กล่าวแล้วว่า เชื้อโรคส่วนใหญ่เป็นสิ่งมีชีวิตและพยายามปรับตัว  หรือผสมข้ามพันธุ์  ทำให้ได้เชื้อใหม่ที่มีความสามารถในการเข้าทำลายพืชต้านทานของเรา ดังนั้น พืชต้านทานแต่ละพันธุ์จึงมักมีช่วงระยะจำกัด  จะสั้นหรือยาวขึ้นอยู่กับความสามารถของเชื้อ พืชบางชนิดจะมีความต้านทานในระยะสั้นมาก เช่น ข้าวสาลี เพราะเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคราสนิมเหล็กในแต่ละท้องถิ่นมีหลายสายพันธุ์ และมักมีการผสมหรือปรับตัว  เกิดสายพันธุ์ใหม่ที่จะเข้าทำลาย และเกิดโรคกับพันธุ์ต้านทานได้อย่างรวด-เร็ว  เป็นต้น

          วิธีการต่างๆที่กล่าวมานั้น ถ้าจะเลือกใช้แต่เพียงวิธีใดวิธีหนึ่งมักจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร ปัจจุบันได้มีการเน้นถึงการใช้วิธีการต่างๆ ดังกล่าวร่วมเข้าด้วยกัน   ในลักษณะผสมผสาน(integrated  control) และพยายามลดการป้องกันและกำจัดโดยการใช้ยา ทั้งนี้เพราะการใช้ยาซึ่งเป็นสารเคมีถึงแม้ว่าจะเป็นวิธีที่เห็นผลรวดเร็วในการควบคุมและกำจัดโรค แต่ก็เป็นวิธีที่ทำลายความสมดุลของธรรมชาติ และเป็นอันตรายต่อเกษตรกร และผู้บริโภค จึงสมควรนำมาใช้เมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น ส่วนวิธีการแบบผสมผสาน โดยเริ่มตั้งแต่การเตรียมดิน การคัดพันธุ์ปลูก การเลือกเวลาปลูกให้เหมาะสม  รวมทั้งการปลูกพืชสลับหมุนเวียนที่ถูกต้องจะช่วยลดปัญหาศัตรูพืชได้ผลดีพอควร  ซึ่งจะต้องมีการศึกษาและปรับปรุงวิธีดังกล่าวนี้ให้มีประสิทธิภาพและเหมาะสมในแต่ละกรณีต่อไป
[กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

บรรณานุกรม
• นางปราณี (สมุทสินธุ์) ฮัมเมอลิงค์
• นายธีระ สูตะบุตร

[กลับหัวข้อหลัก]
 
ผู้สนับสนุน
อยากเห็นเว็บไซต์ของท่านตรงนี้ คลิกที่นี่
สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 7