พันธุ์ข้าวที่ได้มาจากท้องถิ่นต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ส่วนใหญ่จะเป็นพันธุ์ที่มีลักษณะดีเพียงลักษณะหนึ่งลักษณะใดเท่านั้น พันธุ์เหล่านี้จึงไม่ดีพอที่จะขยายพันธุ์ให้ชาวนาปลูกได้ เช่น พันธุ์ที่ต้านทานโรคมักจะให้ผลิตผลต่ำหรือคุณภาพเมล็ดไม่ได้มาตรฐาน หรือพันธุ์ที่ให้ผลิตผลสูงก็มักจะไม่ต้านทานโรค ฉะนั้น ต้องเอาพันธุ์ที่มีลักษณะดีคนละอย่างมาผสมกัน เพื่อจะได้รวมเอาลักษณะดีต่าง ๆ ไว้ในต้นหรือพันธุ์เดียวกัน ซึ่งจะได้เป็นพันธุ์ที่ให้ผลิตผลสูงคุณภาพเมล็ดได้มาตรฐานและต้านทานโรค แต่ต้นข้าวเป็นพืชพวกผสมตัวเอง และเมื่อผสมกันแล้ว ต้นลูกในชั่วที่ ๒ จะมีการกระจายตัวมาก และการกระจายตัวนี้จะลดน้อยลงเรื่อย ๆ จนถึงชั่วที่ ๕ ซึ่งจะมีการกระจายตัวน้อยที่สุด สมมุติเอาพันธุ์ต้านทานโรคผสมกับพันธุ์ไม่ต้านทานโรค ต้นลูกผสมชั่วที่ ๑ ทุกต้นจะมีลักษณะเหมือนกัน คือ ทุกต้นต้านทานโรคหรือทุกต้นไม่ต้านทานโรค เมื่อเอาเมล็ดจากต้นเหล่านี้ไปปลูกเป็นชั่วที่ ๒ มันก็จะกระจายตัวออกเป็นต้นที่ต้านทานโรค และต้นที่ไม่ต้านทานโรค และเมื่อเอาต้นที่ต้านทานไปปลูกชั่วที่ ๓ มันก็จะกระจายตัวออกเป็นต้นต้านทานและต้นไม่ต้านทาน ซึ่งการกระจายตัวนี้น้อยกว่าในชั่วที่ ๒ และเมื่อคัดเลือกเอาเฉพาะต้นที่ต้านทานไว้ปลูกในทุกชั่วของข้าวลูกผสม ก็จะได้เป็นพันธุ์แท้ที่ต้านทานในชั่วที่ ๕ หรือชั่วที่ ๖ ซึ่งไม่มีการกระจายตัวเหลืออยู่อีกเลย ดังนั้น การปลูกคัดเลือกข้าวลูกผสมจึงมี ๒ วิธี ดังนี้
๑) การคัดเลือกแบบหมู่ (bulk method) หมายถึง การเอาข้าวลูกผสมมาปลูก โดยไม่มีการคัดเลือกในชั่วที่ ๒,๓ และ ๔ ทั้งนี้เพราะข้าวลูกผสมมีการกระจายตัวมากในระหว่างนี้ แต่จะทำการคัดเลือกในชั่วที่ ๕ หรือชั่วที่ ๖ ซึ่งเป็นชั่วที่มีการกระจายตัวน้อยหรือไม่มีการกระจายตัวเลย แล้วเอาต้นที่คัดเลือกไปปลูกเป็นสายพันธุ์ เพื่อทดสอบและเปรียบเทียบหาสายพันธุ์ดีต่อไป
๒) การคัดเลือกแบบสืบตระกูล (pedigree method) หมายถึง การเอาข้าวลูกผสมมาปลูกโดยมีการคัดเลือกต้นตั้งแต่ชั่วที่ ๒,๓ และ ๔ โดยคัดเลือกเอาต้นที่มีลักษณะดี ไปปลูกเป็นสายพันธุ์ เพื่อคัดเลือกหาสายพันธุ์ดีและต้นที่ดีในสายพันธุ์ดีต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงชั่วที่ ๕ หรือ ๖ ซึ่งในที่สุดก็จะได้สายพันธุ์ดีที่ไม่มีการกระจายตัว การคัดเลือกแบบนี้ได้ผลดีมาก แต่สิ้นเปลืองแรงงานมากกว่าวิธีแรก
[กลับหัวข้อหลัก]