สนุก! ค้นหาตรวจหวยข่าว อีเมล์ หาเพื่อนคิวคิว ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน เล่นเกมส์ ดูทั้งหมด »
 
  เว็บไซต์    สารบัญเว็บไทย    หางาน   วิดีโอ    เพลง    ข่าว     ความรู้    ถามตอบ    ไฟล์ข้อมูล  
 
 
หาแบบละเอียด
ช่วยเหลือ


สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 8 > การบริบาลทารกและโรคทางกุมารเวชศาสตร์
การบริบาลทารกและโรคทางกุมารเวชศาสตร์  
 

 
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 8
 
การบริบาลทารกและโรคทางกุมารเวชศาสตร์ โดย นายแพทย์สมศักดิ์ โล่ห์เลขา


การเจริญเติบโตของเด็ก
         
เด็กที่มีสุขภาพดีและมีความสุขจะต้องมีการเจริญเติบโตทางร่างกายสมอง เชาวน์ปัญญา อารมณ์ และมีการพัฒนาทางพฤติกรรมต่อสังคมอย่างประสมประสานกัน สิ่งที่ใช้ประเมินการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก ดูได้จาก ๒ ด้าน คือ
         
๑. การเติบโตทางร่างกาย ซึ่งสามารถวัดได้
          ๒. การพัฒนา คุณภาพ หรือหน้าที่ของอวัยวะต่างๆ ซึ่งแสดงออกมาในด้านพฤติกรรม 
           
           การประเมินสองด้านนี้มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด โดยที่การเจริญเติบโตของเด็กแต่ละคนอยู่ภายใต้อิทธิพลของปัจจัยต่างๆ เช่น การถ่ายทอดพันธุกรรมจากพ่อแม่ สภาพโภชนาการการเจ็บป่วย การศึกษาของตัวเด็กเอง คุณภาพทางอารมณ์ของบุคคล ตลอดจนสภาพแวดล้อมภายในบ้าน และสภาพของสังคม ภูมิประเทศที่เด็กอาศัยอยู่ ดังนั้น แม้แต่พี่น้องท้องเดียวกัน อาจมีการการเจริญเติบโตและพัฒนาการแตกต่างกันได้ แต่ก็สามารถกำหนดมาตรฐานปกติ ตลอดจนค่าที่อาจแตกต่างได้จากการศึกษาเป็นจำนวนมาก

วิธีการที่ใช้วัดการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็กในปัจจุบัน มีดังนี้
           ก. การวัดการเจริญเติบโตทางร่างกาย
           ข. การวัดการเจริญเติบโตทางด้านพฤติกรรม




[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

หัวข้อ

การวัดการเจริญทางร่างกาย

ก. การวัดการเจริญทางร่างกาย
          ๑. น้ำหนัก
การชั่งน้ำหนักเป็นเครื่องบ่งชี้ที่ชัดเจนทำได้ง่าย เด็กที่มีน้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว แสดงว่าสุขภาพและ โภชนาการไม่ดี การชั่งน้ำหนักหลายๆ ครั้ง แล้วนำมาเปรียบเทียบถึงการเปลี่ยนแปลง จะมีประโยชน์และทราบสภาพของเด็กได้ดีกว่าการชั่งน้ำหนักเด็กครั้งเดียว เด็กที่อ้วนฉุ มีน้ำหนักมาก ไม่ได้หมายความว่าเด็กคนนั้นมีสุขภาพดี เด็กที่มีกล้ามเนื้อสมบูรณ์จะมีสุขภาพดีกว่าเด็กอ้วนฉุและปวกเปียก
          ๒. ส่วนสูง การวัดส่วนสูงแสดงถึงการเจริญเติบโตของร่างกายที่แน่นอนอย่างหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงทางความสูงจะเกิดขึ้นช้ากว่าการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนัก เด็กที่สูงช้ากว่าปกติแสดงว่ามีสภาพโภชนาการไม่สมบูรณ์เป็นระยะเวลานานพอสมควร เช่น วัยทารก จะใช้เวลาประมาณ ๒-๓ เดือน จึงจะเห็นว่าความสูงช้ากว่าปกติ การวัดความสูงทำให้ได้ความแน่นอนยากกว่า การชั่งน้ำหนัก เด็กอายุต่ำกว่า ๒ ปี ต้องนอนวัดและมีผู้ช่วยคอยจับ
         
๓. ขนาดของสมอง สมองมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะช่วงแรกของชีวิต การประเมินขนาดของสมองอาจทำได้โดยการวัดความยาวของเส้นรอบศีรษะ ในเด็กปกติแรกคลอดมีความยาวประมาณ ๓๕ เซนติเมตร เมื่ออายุ ๑ ปี จะยาว ๔๗ เซนติเมตร จากอายุ ๑ ปีจนถึง ๒ ปี จะยาวขึ้นเพียง ๒-๓ เซนติเมตร และมีขนาดประมาณ ๕๕ เซนติเมตรเมื่ออายุ ๖ ปี
เมื่ออายุครบ ๑ ปี เซลล์ของสมองจะมีการเจริญเกือบสมบูรณ์แต่ทำหน้าที่ยังไม่สมบูรณ์ การทำงานของสมองจะดีหรือไม่ขึ้นกับการที่สมองได้รับอาหาร การกระตุ้น และการใช้อย่างถูกต้อง
          ๔. เนื้อหนัง ลักษณะของผิวหนังและเนื้อทั่วไป จะบอกถึงสภาพโภชนาการว่าดีหรือเลวได้ เช่น ผิวตึง เนื้อเป่ง แขนขาเป็นปล้อง แสดงถึงความสมบูรณ์ พวกผิวหนังแห้ง มีรอยย่นตามยาวของแขนขาคล้ายริ้วปลาแห้ง มีกล้ามเนื้อและไขมันใต้ผิวหนังน้อย กล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียก แสดงถึงสภาพโภชนาการไม่ดี การดูสภาพเนื้อหนังนี้ เราสามารถวัดได้โดยวัดเส้นรอบวงแขน วัดความหนาของไขมันใต้ผิวหนัง หรือวัดขนาดของกล้ามเนื้อ
         
๕. ฟัน ฟันชุดแรกของเด็ก เรียกว่า "ฟันน้ำนม"มี ๒๐ ซี่ จะเริ่มขึ้นตั้งแต่อายุ ๖ เดือน และขึ้นครบเมื่ออายุประมาณ  ๒๔-๓๐ เดือน การขึ้นของฟันจะมีอันดับก่อนหลังของแต่ละซี่ โดยเริ่มจากฟันหน้ากลางล่าง  และสิ้นสุดที่ฟันกรามหน้า การงอกของฟันจะขึ้นกับสภาพโภชนาการของเด็ก เด็กที่ได้รับโภชนาการเลว ฟันจะขึ้นช้า ฟันชุดที่สองเรียกว่า "ฟันแท้" มีจำนวน ๓๒ ซี่ จะเริ่มขึ้นเมื่อ อายุ ๖ ปี ที่ฟันหน้าบนก่อน หลังจากนั้นก็ค่อยๆ แทนฟันน้ำนมที่หลุดไป

ตารางเปรียบเทียบ ส่วนสูง กับอายุ

ช่วงอายุที่ทำการวัด
แรกเกิด
๕-๖ เดือน
๑ ปี
๒ ปี
๔ ปี
๖ ปี
  น้ำหนัก (กิโลกรัมโดยประมาณ)
  ส่วนสูง (เซนติเมตรโดยประมาณ)
๒.๘-๓.๒๕
๕๐
๖-๗
๖๕
๑๐
๗๕
๑๓
๘๕
๑๖
๑๐๐
๒๐
๑๑๓


[กลับหัวข้อหลัก]

ฟันขึ้น : ฟันน้ำนม

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การวัดการเจริญทางด้านพฤติกรรม

          ข. การวัดการเจริญเติบโตทางด้านพฤติกรรม
          การเจริญทางด้านพฤติกรรมเป็นการผสมผสานของการแสดงออกถึงความสามารถและการทำหน้าที่ต่างๆ ของร่างกายตามวัย โดยการควบคุมของสมอง สติปัญญา อารมณ์ และความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม (สังคม) ในขวบปีแรกจะมีพัฒนาการด้านนี้อย่างรวดเร็ว ซึ่งพวกที่มีการพัฒนาดีในช่วงแรกนี้ก็ย่อมจะมีการพัฒนาที่ดีในระยะหลังด้วย 
          การพัฒนาทางด้านพฤติกรรมนี้ เป็นขบวนการต่อเนื่อง โดยมีระบบประสาทเป็นตัวกำหนดผสมผสานกับการเจริญเติบโตและเริ่มจากศีรษะมาเท้า  ตั้งแต่เด็กยิ้มได้ในปลายเดือนแรก จนถึงสามารถเดินเองได้เมื่ออายุ ๑๒-๑๔ เดือน (ดูตารางการเจริญทางพฤติกรรมในขวบปีแรก) 
          การที่เด็กมีการเจริญทางพฤติกรรมช้าหรือเร็วกว่าเกณฑ์มาตรฐานดังกล่าว มิได้หมายถึงว่าเด็กนั้นมีร่างกายสติปัญญาดีหรือต่ำกว่า เพราะการเจริญเติบโตของเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน โดยที่ทุกๆ คนจะมีการเจริญเติบโตตามขั้นตอนเหมือนกัน เด็กที่มีการเจริญทางพฤติกรรมที่ช้าเกินเกณฑ์มาตรฐานเกิน ๒-๓ เดือน ควรจะได้รับการตรวจจากแพทย์ การเจริญเติบโตในวัยก่อนเรียน 
          การเจริญเติบโตในอายุขวบปีที่ ๒ น้อยกว่าปีแรก น้ำหนักจะขึ้นเพียง ๒-๓ กิโลกรัม และส่วนสูงจะเพิ่มประมาณ ๑๐-๑๒ เซนติเมตร เส้นรอบศีรษะเพิ่มเพียง ๒ เซนติเมตรเท่านั้น ฟันจะขึ้นอีกประมาณ ๘ ซี่ เมื่ออายุ ๑๕ เดือน เด็กจะเริ่มเดินได้เอง  และวิ่งเตาะแตะเมื่ออายุปีครึ่ง  ซึ่งจะล้มบ่อยต้องคอยระวังเมื่อเด็กอายุ ๒ ปี เด็กจะวิ่งได้ค่อนข้างดี การหกล้มจะน้อยลง และพูดได้ ๒-๓ คำติดกัน การเล่นระยะนี้มักจะเล่นคนเดียว จะชอบเล่นกับเด็กอื่นเมื่ออายุ ๓-๔ ปี อายุระหว่าง ๓-๖ ปี การเจริญเติบโตค่อนข้างสม่ำเสมอน้ำหนักมักขึ้นประมาณปีละ ๒ กิโลกรัม สูงขึ้นประมาณปีละ ๕-๘ เซนติเมตร ฟันน้ำนมขึ้นครบเมื่ออายุประมาณ ๒ ปีครึ่ง เมื่ออายุ ๓ ปี มักแยกเพศว่าเป็นหญิงเป็นชายได้ ระยะนี้การเจริญ ทางด้านจิตใจเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เด็กมักเริ่มกลัวการจากได้โดยเฉพาะการจากแม่

          การเจริญเติบโตในวัยเรียน
          อายุระหว่าง ๕-๑๒ ปี การเจริญทางกายเป็นไปค่อนข้างสม่ำเสมอ น้ำหนักขึ้นประมาณปีละ ๒-๓ กิโลกรัมต่อปี ส่วนสูงจะเพิ่มประมาณปีละ ๔-๖ เซนติเมตร ศีรษะขยายช้าลง การเจริญด้านกำลังดีขึ้น ฟันน้ำนมเริ่มหลุดเมื่ออายุ ๖-๗  ปี ฟันแท้ซี่แรกขึ้นเมื่ออายุ ๗ ปี และค่อยๆ แทนฟันน้ำนมที่หลุดไปเฉลี่ยประมาณปีละ ๔ ซี่ ในระยะนี้การเจริญทางด้านพฤติกรรมจะเริ่มเข้าสังคมได้ดีขึ้น ต้องการพึ่งตนเองมากขึ้น

          ระยะวัยรุ่น
          เป็นระยะก่อนเข้าวัยหนุ่มสาว อาจเริ่มในอายุต่างกันเด็กหญิงอาจเริ่มตั้งแต่ ๑๐-๑๒ ปี เด็กชายอาจเริ่ม ๑๒-๑๔ ปีการเจริญในชายมักช้ากว่าหญิง แต่ก็มีปัจจัยหลายอย่างที่มีอิทธิพลในการเจริญทั้งทางร่างกายและด้านพฤติกรรม เช่น ด้านพันธุกรรม (เช่น พ่อ-แม่สูง ลูกมักสูง) ด้านโภชนาการ (กินดีอยู่ดีร่างกายสูงใหญ่กว่าเด็กขาดอาหาร) ด้านสังคม (เด็กในกรุงเข้าสู่วัยหนุ่มสาวเร็วกว่าเด็กชนบท)และการเจริญทางจิตใจและพฤติกรรม ขึ้นกับสิ่งแวดล้อมและการอบรมสั่งสอนแก่เด็กนั้นๆ

การส่งเสริมการเจริญเติบโตและการเจริญทางด้านพฤติกรรมของเด็ก
          การส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก สามารถจะกระทำได้บุคคลที่เป็นกลจักรสำคัญก็คือพ่อแม่ ญาติพี่น้อง และสิ่งแวดล้อมภายในบ้านและชุมชน ส่วนแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์หรือทางการศึกษาเป็นผู้ที่จะช่วยหาข้อมูลแนะนำ ป้องกันและส่งเสริมบางประการเท่านั้น หัวข้อที่จะใช้ในการส่งเสริมพอสรุปได้คือ
         
๑. ระแวดระวังการเจริญเติบโตของเด็ก เด็กทุกคนควรจะได้รับการติดตามการเจริญเติบโต อย่างน้อยก็ควรจะได้รับการชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูงเป็นระยะๆ ตามวัย เช่น วัยทารก ๑-๒ เดือนต่อครั้ง วัยก่อนเข้าเรียนปีละ ๒-๓ ครั้ง และวัยเรียนปีละ ๒ ครั้งเป็นอย่างน้อย แล้วลงจุดบนกราฟการเจริญเติบโตเพื่อตรวจสอบการเจริญเติบโต หากมีการเจริญเติบโตผิดปกติไม่ว่าจะเป็นด้านน้ำหนักน้อยหรือมากเกินอัตราเฉลี่ย ควรจะได้รับการปรึกษาจากแพทย์ หากสามารถจะปฏิบัติได้ ก็ควรได้รับการตรวจทางพฤติกรรมของเด็กด้วย
          ๒. ระแวดระวังการให้อาหารตั้งแต่เกิด การให้อาหารที่เหมาะกับช่วงอายุ จะช่วยให้เด็กมีการเจริญเติบโตเป็นปกติและมีสุขภาพดี มีอุปโภคนิสัยที่ดีและถูกต้อง ตลอดจนสมารถลดการเจ็บป่วยทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้ (ดูรายละเอียดเกี่ยวกับอาหารทารก)
         
๓. ช่วยกระตุ้นการพัฒนาทางร่างกายและสมองให้ผสมผสานกันการเล่นของเด็กที่ถูกต้องตามวัย จะเป็นปัจจัยช่วยให้มีการก้าวหน้าทางพัฒนาการของเด็กเป็นอย่างดี
         
๔. ป้องกันการติดโรคติดเชื้อจากบุคคลอื่น ภายในบ้านและชุมชนตลอดจนการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันจากการได้รับวัคซีนต่างๆ ตามช่วงอายุที่เหมาะสม
         
๕. ค้นหาความพิการที่อาจจะเกิดขึ้น โดยการดูจังหวะการพัฒนาของเด็ก หากผิดปกติหรือไม่มีความก้าวหน้าควรจะปรึกษาแพทย์

ตารางแสดงการเจริญเติบโตด้านพฤติกรรมในขวบแรก

อายุ(เดือน) การเคลื่อนไหว การมองและปฏิกิริยาเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น การได้ยินและการเปล่งเสียง การสังคม


















๑๐

๑๑

๑๒

  เริ่มมีการเคลื่อนไหวของศีรษะ
  อย่างไม่ราบรื่นและสั่น


  มีการเคลื่อนไหวของแขนขา
  เวลาเปลี่ยนท่าอย่างชัดเจน

  ชันคอได้


  เวลานอนคว่ำจะผงกศีรษะ ยกออก
  โดยใช้มือและแขนยัน

  ชอบจับเท้าเล่น แล้วเอาเข้าปาก
  คว่ำได้ ต่อมากลับนอนหงาย
  เองได้

  จับนั่งได้

  นั่ง ศีรษะและหลังตรง คลาน

  จับยืนได้

  ยืนเองได้ จับเดินได้ นั่งเองได้
  แขนยันเวลาเอนตัวไปข้างหน้า
  หรือเอียงตัว

  พยายามคืบ คลาน บิดตัว
  และเปลี่ยนท่าดึงตัวเอง

  ยืนโหนตัวเล่นรอบ ๆ โต๊ะ เก้าอี้


  เดินเอง
  มองจ้องสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว จ้องหน้าแม่



  ตาจะจ้องมองตามสิ่งของที่เคลื่อน
  ไหว

  จำหน้าแม่ หรือขวดนมได้ มือแบ
  เต็มที่

  มองและคว้าของมาเล่น มาไว้
  ที่หน้าแล้วเอาใส่ปาก

  จำของที่เห็นประจำได้ เช่น ถ้วย
  ขวดนม ของเล่น มือตนเอง


  ใช้ตาสองข้าง มองบนจุดเดียว
  ตาไม่เหล่
  เปลี่ยนของเล่นจากมือหนึ่ง
  ไปยังอีกมือหนึ่ง
  มองบนของที่ทำหล่น หัดใช้นิ้ว
  หัวแม่มือและนิ้วชี้จับของ
  มองหาสิ่งของ



  ตาไว มองจ้องของเล็ก ๆ
  

  มองรอบ ๆ และสามารถจะประเมิน
  สถานการณ์
  
  เริ่มมองที่รูปและใช้ นิ้วชี้ ชี้
  ร้องไห้เมื่อหิวหรือไม่สบาย เช่น
  ผ้าอ้อมเปียก ร้อน อบเกินไป ฯลฯ
  สงบและเงียบเมื่อได้ยินเสียงหรือ
  สัมผัส



  ตอบสนองเสียง เช่น ดีใจเมื่อได้
  ยินเสียงแม่ หรือไม่ชอบเมื่อได้ยิน
  เสียงดัง
  เสียงร้องเป็นลักษณะแสดงว่าโตขึ้น
  ทำเสียงอ้อแอ้โต้ตอบกับผู้เล่น





  มองตามเสียง

  เริ่มพยายามทำเสียงตาม

  หัดพูด

  ออกเสียงแสดงความต้องการ
  ทำเสียงเลียนแบบ





  เริ่มเข้าใจความหมายของคำ
  เป็นคำๆ เช่น พ่อ แม่ และพูดได้เป็น
  คำๆ
ตื่น ดูดนม แล้วนอนหลับ ยิ้ม
เรียกร้องความสนใจทางอ้อมต่อ
แม่และพ่อ

จะเงียบสงบเมื่อมีคนเล่นหรือเขย่า
ตัวเบา ๆ มองดูหน้าผุ้ใกล้ชิดแล้วยิ้ม
ปากทำเสียงแบะ ๆ เล่น
มีปฏิกิริยาชื่นชมต่อสิ่งที่ชอบ เช่น
ขณะดูดนมหรืออาบน้ำ

ชอบจับมือ


ยิ้มเอง


      
          
    
    

เริ่มรู้ว่าใครแปลกหน้า และมี
ปฏิกิริยา
เล่นสนุกกับผู้ใหญ่



มีปฏิกิริยาตอบสนองและปฏิเสธ
  
  
เล่นของที่ชอบเล่น


ตบมือ หรือโบกมือ

     การที่เด็กมีการเจริญทางพฤติกรรมช้าหรือเร็วกว่าเกณฑ์มาตรฐานดังกล่าว  มิได้หมายถึงว่าเด็กนั้นมีร่างกายสติปัญญาดีหรือต่ำกว่า เพราะการ
    เจริญเติบโตของเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน โดยที่ทุกๆ คนจะมีการเจริญเติบโตตามขั้นตอนเหมือนกัน  เด็กที่มีการเจริญทางพฤติกรรมที่ช้าเกินเกณฑ์มาตรฐาน
    เกิน ๒-๓ เดือน ควรจะได้รับการตรวจจากแพทย์

[กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
สภาพการกินอยู่กับการเจริญเติบโตของเด็ก

          สภาพการกินอยู่กับการดำเนินชีวิตของเด็ก จะมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโต และพัฒนาการด้านต่างๆ เป็นอย่างมาก ปัจจัยที่เกี่ยวข้องมีมากมาย และมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันเป็นการยากที่จะแยกแยะได้เด็ดขาด เช่น อาหาร ที่อยู่อาศัยความสะอาด การศึกษา ขนาดและฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว ฯลฯ หัวข้อสำคัญที่พึงระลึก คือ
         
๑. โภชนาการ นับตั้งแต่เด็กคลอดจากครรภ์แม่ เด็กจะต้องได้รับอาหารโดยตรง อาหารจึงมีบทบาทที่สำคัญมากต่อการเจริญเติบโตทางร่างกาย และสมอง โดยเฉพาะช่วงแรกของชีวิต (วัยทารก) อาหารจะเป็นสื่อสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก ซึ่งอาจสรุปได้ว่า ความมุ่งหมายของการให้อาหารทารกและเด็ก ทำให้เด็กมีการเจริญเติบโตเป็นปกติและมีสุขภาพดี มีนิสัยการกินที่ดีและถูกต้อง เป็นการวางรากฐานของสุขภาพทางกาย อารมณ์และจิตใจ ลดอัตราเจ็บป่วยในปัจจุบันและอนาคต และเป็นสื่อให้แม่และเด็กใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงการให้นม
          เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว อาหารที่เด็กได้รับ นอกจากนมแม่แล้ว จะต้องประกอบด้วยสารอาหารที่ครบถ้วนและให้พลังงานจำนวนเพียงพอ และเหมาะสม การได้รับมากเกินต้องการ จะมีผลเสียทำให้เด็กอ้วนเกิน มีอัตราเจ็บป่วยได้สูงทั้งปัจจุบันและอนาคต ชนิดของอาหารจะต้องเปลี่ยนแปลงไปตามอายุของเด็ก สำหรับพลังงานจากอาหารที่เด็กควรได้รับควรจะมีอัตราส่วนตามน้ำหนักตัว เด็กเล็กจะมีการเติบโตเร็ว จึงมีความจำเป็นต้องการจำนวนพลังงานจากอาหารสูงกว่า
          ๒. สุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม ร่างกายของเด็กมีภูมิคุ้มกันยังไม่สมบูรณ์ ดังนั้น สภาพสิ่งแวดล้อมจึงมีความสำคัญและมีผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กโดยตรง เช่น น้ำสะอาดไม่เพียงพอ การกำจัดขยะและสิ่งปฏิกูลไม่ดี บ้านช่องสกปรกรกรุงรัง ซึ่งต้องแก้ไขการให้บริการทางการแพทย์ โดยเฉพาะการให้ภูมิคุ้มกันโรคติดเชื้อแก่เด็ก (วัณโรค คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก และไขสันหลังอักเสบ ฯลฯ) ให้มีความสำคัญยิ่งขึ้น
         
๓. สภาพทางจิตใจ เด็กจะเจริญพัฒนาทางร่างกายและจิตใจเป็นปกติได้ดี ถ้าได้รับความรัก ความอบอุ่นจากแม่และผู้ใกล้ชิด การเล่นเป็นการส่งเสริมประสบการณ์ในการพัฒนาและ    การแก้ปัญหา เครื่องเล่นของเด็กจึงควรเป็นของที่ปลอดภัยและส่งเสริมการพัฒนาด้านต่างๆ ของเด็กด้วย
         
๔. สภาพของชุมชนบางกลุ่ม ชุมชนที่หนาแน่นในเมืองและชุมชนที่อยู่ห่างไกลในชนบทย่อมมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของเด็กได้ ชุมชนที่หนาแน่นในเขตเมือง โดยเฉพาะชุมชนแออัด การเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิต ที่อยู่อาศัยแออัด ผิดสุขลักษณะ รายได้น้อย การคร่ำเครียดต่อการทำงาน ไม่มีโอกาสให้การดูแลและความใกล้ชิดต่อเด็ก สภาพต่างๆ เหล่านี้ย่อมเป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตของเด็ก
          สำหรับชุมชนที่อยู่ไกลหรืออยู่ในชนบท การคมนาคมไม่สะดวก ความรู้แผนใหม่เกี่ยวกับการส่งเสริมการพัฒนาของเด็กขาดไป ความเชื่อถือและการปฏิบัติตามขนบธรรมเนียม  ประเพณีที่ตกทอดมาบางอย่าง ไม่เหมาะสมและอาจเป็นอันตราย การให้บริการทางการแพทย์ไม่ทั่วถึง และการออกมารับบริการของชาวบ้านก็ไม่สะดวก จากการสำรวจ ชาวเขาบางกลุ่มมีอัตราการตายของทารก (เกิดจนอายุ ๑ ปี) สูงถึง ๖ เท่าของอัตราเฉลี่ยของประเทศ และยังตรวจพบอีกว่า เด็กชาวเขามีพยาธิอยู่ในลำไส้ถึงร้อยละ ๙๐ สภาพของชุมชนดังกล่าว จึงมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของเด็กเป็นอย่างมาก


[กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

บรรณานุกรม
• นายแพทย์สมศักดิ์ โล่ห์เลขา
• แพทย์หญิงชนิกา ตู้จินดา

[กลับหัวข้อหลัก]
 

บทความอื่น ๆ ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ  
 
บทความอื่น ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 8 สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มอื่น
การผายปอด
การแพทย์สมัยโบราณของประเทศอินเดียและจีน
บาดแผล
เป็นลมหมดสติ
ระบบต่อมไร้ท่อ
ระบบประสาท
ระบบเลือดไหลเวียน
ศัลยศาสตร์และวิสัญญีวิทยา
สรีรวิทยา : ระบบการหายใจ
อวัยวะรับความรู้สึกพิเศษ
สารานุกรมไทย ฉบับกาญจนาภิเษก
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 7
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 8
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 9
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 13
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 21
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 25
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 27
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 28
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 29
   

ผู้สนับสนุน
สนใจลงโฆษณา คลิก!

สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 8 > การบริบาลทารกและโรคทางกุมารเวชศาสตร์