สนุก! ค้นหาตรวจหวยข่าว อีเมล์ ดูทีวีออนไลน์ ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน เล่นเกมส์ ดูทั้งหมด »
 
  เว็บไซต์    สารบัญเว็บไทย    หางาน   วิดีโอ    เพลง    ข่าว     ความรู้    ถามตอบ    ไฟล์ข้อมูล  
 
 
หาแบบละเอียด
ช่วยเหลือ


สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 8 > การกำเนิดของโรค
การกำเนิดของโรค  
 

 
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 8
 
การกำเนิดของโรค โดย นายแพทย์ประเสริฐ ปาจารีย์

          คนเราจะอยู่เป็นปกติสุขปราศจากโรคได้ ขึ้นอยู่กับ ปัจจัย ๒ ประการคือ
          ๑) เมื่อเกิดมาจะต้องมีร่างกายที่สมบูรณ์พร้อม ซึ่งต้องอาศัย ยีน (gene) ที่ปกติจากไข่ของมารดา และสเปอร์มาโตซัวของบิดา ซึ่งรวมกันเข้าเป็นเซลล์แรกซึ่งเป็นต้นกำเนิดของชีวิต  เมื่อเซลล์นี้แบ่งตัวต่อไปในครรภ์มารดา ก็จะต้องมีการเติบโตเปลี่ยนแปลงไปเป็นอวัยวะต่างๆ อย่างปกติจึงจะเป็นร่างกายที่สมบูรณ์
          ๒) สิ่งแวดล้อมร่างกายภายหลังเกิดมาแล้ว ต้องอยู่ในสภาพที่ดีไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อร่างกายจึงจะทำให้ชีวิตดำเนินไปได้ในสภาวะปกติและปราศจากโรค
 
          ปัจจัยต่างๆ ใน ๒ กลุ่มนี้มีมากมายเหลือคณานับ จึงคาดได้ว่าจะต้องมีความผิดปกติในปัจจัยเหล่านี้เกิดขึ้นในระยะใดระยะหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เกิดเป็นโรคขึ้นได้ คนที่โชคดีได้รับปัจจัยต่างๆ ในกลุ่มแรกมาอย่างสมบูรณ์ดีพร้อม ก็จะเกิดมาเป็นคนที่มีร่างกายสมบูรณ์ดี แต่เมื่อมาผจญกับปัจจัยต่างๆ ในกลุ่มที่ ๒คือสิ่งแวดล้อมต่างๆ ซึ่งเป็นต้นเหตุการเกิดโรคมากมายหลายชนิดก็คงไม่พ้นที่จะต้องเป็นโรคในระยะใดระยะหนึ่ง ส่วนผู้ที่เคราะห์ร้ายกว่า จะมีต้นทุนเดิมมาไม่ดี กล่าวคือเป็นโรคมาตั้งแต่เกิด เช่น อาจได้รับยีนผิดปกติมาจากบิดาหรือมารดา หรือทั้งสองฝ่าย ทำให้มีโรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์เกิดขึ้น หรือถ้าการเจริญเติบโตในขณะที่เป็นทารกในครรภ์มารดาเกิดมีความผิดปกติขึ้น ก็อาจจะคลอดออกมาเป็นเด็กที่พิการแต่กำเนิดได้ และเมื่อคลอดออกมาแล้ว มาประสบปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมซึ่งทำอันตรายต่อร่างกาย ก็ทำให้เกิดโรคเพิ่มเติมขึ้นได้อีก

การแบ่งชนิดของโรคตามสาเหตุและวิธีการเกิดโรค

          - โรคที่เกิดจากความผิดปกติของยีน 
          - โรคความพิการแต่กำเนิด 
          - โรคที่เกิดจากอันตรายทางฟิสิกส์ 
          - โรคที่เกิดจากอันตรายจากสารเคมี 
          - โรคติดเชื้อ 
          - โรคที่เกิดจากอาหารไม่สมดุล 
          - โรคเนื้องอก


[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

หัวข้อ

โรคที่เกิดจากความผิดปกติของยีน

          ยีนประกอบด้วยกรดนิวคลีอีก (nucleic acid) อยู่บนโครโมโซม (chromosome)ในนิวเคลียสของเซลล์ เป็นหน่วยที่ควบคุมการถ่ายทอดลักษณะทางกรรมพันธุ์ โดยควบคุมลักษณะและหน้าที่การทำงานของเซลล์ แต่ละคนจะได้รับยีนจากสเปอร์มาโตซัวเมื่อมีความผิดปกติในยีน การควบคุมลักษณะและหน้าที่การทำงานของเซลล์ก็เสียไป ทำให้เกิดความผิดปกตินานาประการขึ้น ยีนที่ผิดปกติอาจทำให้เซลล์ผลิตโปรตีนบางชนิดไม่ได้ หรือผลิตโปรตีนที่ผิดแบบออกมา ถ้าโปรตีนที่ผลิตไม่ได้เป็นเอนไซม์ที่มีความสำคัญต่อการทำงานของเซลล์มากก็จะแสดงลักษณะผิดปกติออกมาชัดเจน เช่น ผู้ป่วยที่ขาดเอนไซม์ไทโรซีนออกซิเดส (tyrosine oxidase)จะทำให้เซลล์ของร่างกายไม่สามารถสร้างสารที่เรียกว่า เมลานิน ซึ่งเป็นสารสีดำที่พบในชั้นผิวหนัง และชั้นสีของลูกตา ทำให้ผู้ป่วยมีผิวสีขาวมาก ที่เราเรียกว่า คนเผือก (albinism) ผมก็มีสีขาว ตาดำก็จะเป็นสีขาว ทำให้เกิดอันรายจากแสงแดดต่อประสาทตาและผิวหนัง ทำให้ประสาทตาเสียหรือเกิดมะเร็งของผิวหนังได้ง่าย 
          ตัวอย่างของการผลิตโปรตีนผิดแบบ แล้วทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย ได้แก่ โปรตีนที่เป็นสารสีในเม็ดเลือดแดงที่เรียกว่า เฮโมโกลบิน ซึ่งทำหน้าที่สำคัญในการนำออกซิเจนจากปอดไปสู่เซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย เฮโมโกลบิน ซึ่งทำหน้าที่นี้ได้ดีต้องเป็นเฮโมโกลบินปกติที่เราเรียกว่า เฮโมโกลบินเอ (A)ผู้ป่วยที่มียีนที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์เฮโมโกลบินผิดปกติไป อาจจะสร้างเฮโมโกลบินซึ่งมีส่วนระกอบของกรดอะมิโนในโปรตีนผิดไปจากปกติออกมาแทน เช่น เฮโมโกลบินเอส (S) หรือเฮโมโกลบินอี (E) หรือมีการสร้างโปรตีนแต่ละชนิดซึ่งเป็นส่วนประกอบของเฮโมโกลบินในปริมาณที่ผิดปกติไป เมื่อมารวมกันสังเคราะห์เป็นเฮโมโกลบินก็จะเกิดเป็นโกลบินที่ผิดปกติ เกิดเป็นโรคของเมล็ดเลือดแดงในกลุ่มที่เรียกว่า ทาลัสซีเมีย (thalassemia)เฮโมโกลบินที่ผิดปกติเหล่านี้ จะทำหน้าที่ในการจับออกซิเจนบกพร่องไป และทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่ายเกิดเป็นโรคโลหิตจางทางกรรมพันธุ์ชนิดหนึ่งขึ้น จากตัวอย่างเหล่านี้จะเห็นได้ว่าแม้มีความผิดปกติของยีนเพียงยีนเดียว ก็อาจเกิดโรคขึ้นได้ 
          โรคที่เกิดขึ้นเพราะความผิดปกติในจำนวนและรูปร่างของโครโมโซมก็มีมากมายหลายชนิด และมักเกิดความผิดปกติในร่างกายหลายแห่ง เพราะมีความผิดปกติยีนหลายอัน เช่น โรคมองโกลิซึม (mongolism) หรือเดาน์ซินโดรม (Down's syndrome) ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จะมีความผิดปกติที่ใบหน้า คือมีหน้าเหมือนชาวมองโกเลีย และสมองไม่เจริญ ความคิดอ่านหรือไอคิว (I.Q.)ต่ำมาก โรคนี้เกิดขึ้นเพราะมีโครโมโซมคู่ที่  ๒๑ เกินมากลายเป็น ๓ อัน แทนที่จะเป็น ๒ อัน 
          โรคที่เกิดจากยีนผิดปกตินี้ มีมากมายนับเป็นร้อยๆ ชนิด เรารู้ได้จากการพบว่ามีการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ คือเป็นกันหลายคนในตระกูลเดียวกันหรือตรวจพบความผิดปกติในลักษณะของพ่อครึ่งหนึ่ง และจากไข่ของแม่ครึ่งหนึ่ง ถ้าลูกได้รับยีนที่ผิดปกติมาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายก็จะทำให้การควบคุมลักษณะและหน้าที่การทำงานของเซลล์ในลูกผิดปกติไปของโครโมโซม โรคเหล่านี้ บางโรคก็รู้ตำแหน่งและลักษณะของความผิดปกติได้แน่นอนว่าอยู่ที่โครโมโซมใดหรือยีนใด แต่ก็ยังมีโรคอีกมากมายหลายชนิด ซึ่งเราทราบดีว่าถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ แต่ยังไม่ทราบตำแหน่ง และลักษณะของความผิดปกติที่แน่นอนว่าอยู่ที่ส่วนไหน เช่น โรคจิตบางชนิด คนแคระ โรคตาบอดสี เป็นต้น


[กลับหัวข้อหลัก]

เด็กเผือก ขาวทั้งตัวรวมทั้งผมด้วย

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
โรคความพิการแต่กำเนิด
          มนุษย์เราที่คลอดออกมาจากครรภ์มารดา จะมีร่างกายสมบูรณ์เป็นปกติได้ นอกจากอาศัยวัตถุดิบเดิม คือเซลล์จากบิดา ได้แก่ สเปอร์มาโตซัวและเซลล์จากมารดาคือ ไข่ที่สมบูรณ์ดี กล่าวคือ มียีนที่ปกติและครบถ้วนแล้วยังต้องอาศัยกระบวนของการเจริญเติบโตในครรภ์มารดา ในช่วงระยะเวลาประมาณ ๔๐ สัปดาห์ที่เป็นปกติอีกด้วย ในขณะที่ทารกเจริญเติบโตอยู่ในครรภ์มารดานั้นมีขบวนการที่สลับซับซ้อนเกิดขึ้นอย่างมากมาย จากเซลล์เซลล์เดียวเมื่อเริ่มปฏิสนธิ จะต้องมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนเซลล์เป็นล้านล้านเซลล์เมื่อคลอดออกมา เซลล์เหล่านี้จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง และหน้าที่มาประกอบกันเข้าเป็นอวัยวะต่างๆ ให้ได้สัดส่วนเป็นร่างกายที่สมบูรณ์ ในระหว่างนี้ถ้ามีเหตุอะไรมาทำให้กระบวนการ
ต่างๆ ในแต่ละขั้นตอนของการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ขัดข้อง เด็กที่คลอดออกมาก็ย่อมจะไม่สมบูรณ์และมีอะไรผิดปกติไปบ้างไม่มากก็น้อย ความผิดปกติต่างๆ เหล่านี้รวม เรียกว่า ความพิการแต่กำเนิด สาเหตุที่ทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิด มีมากมายหลายชนิด เช่น ยีนผิดปกติในโรคกรรมพันธุ์บางชนิด ยาบางชนิดรังสี และโรคติดเชื้อบางชนิด เช่น เชื้อไวรัสของโรคหัดเยอรมัน(german measles) เป็นต้น สาเหตุต่างๆ เหล่านี้ไปรบกวนกระบวนการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ในระยะต่างๆ และอวัยวะ ต่างๆ ทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิดที่แตกต่างกันได้หลายชนิด แต่ก็ยังมีความพิการแต่กำเนิดอีกหลายชนิด ที่เรายังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอนว่าเกิดจากอะไร 
          ความพิการแต่กำเนิดนี้มีมากมายหลายแบบ อาจเกิดกับอวัยวะภายนอกก็ได้ เช่น ปากแหว่ง เพดานโหว่ นิ้วมือขาด หรือเกินจำนวนไป แขนขาสั้นผิดธรรมดา ศีรษะโตแต่กำเนิด หรือมีตาเดียวอยู่กลางหน้าผาก  ความพิการที่เกิดกับอวัยวะภายใน ก็มีได้มากมายหลายอวัยวะ เช่น หัวใจพิการแต่กำเนิดแบบต่างๆ อวัยวะที่เป็นคู่ เช่น ปอดหรือไต มีเพียงข้างเดียว ลำไส้ตีบตัน ไม่มีรูทวารหนัก เป็นต้น บางคนอาจมีความพิการ แต่กำเนิดเกิดขึ้นกับอวัยวะต่างๆ หลายอวัยวะพร้อมๆ กันก็ได้โรคใน ๒ กลุ่มที่กล่าวมาแล้วนี้ อาจจะกล่าวได้ว่าเกิดจาก สาเหตุภายในตัวเอง ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วในตอนต้นว่า
เป็นเพราะปัจจัยประการแรก  ที่จะทำให้เด็กที่คลอดออกมา เป็นเด็กที่สมบูรณ์ปราศจากโรคติดตัวมา ส่วนโรคต่างๆ ในกลุ่มอื่นๆ อาจจะกล่าวได้ว่า เกิดจาก สาเหตุภายนอก หรือสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะได้กล่าวถึงดังต่อไปนี้

[กลับหัวข้อหลัก]

เดาน์ซินโดรม หรือมองโกลิซึม แสดงหน้าเด็กที่ผิดปกติ หน้าเหมือนชาวมองโกเลีย หางตาชี้ขึ้นและลิ้นโตคับปาก

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
โรคที่เกิดจากอันตรายทางฟิสิกส์

          อันตรายทางฟิสิกส์เป็นอันตรายที่เกิดจากพลังงานในรูปแบบต่างๆ กัน  ซึ่งแบ่งเป็นชนิดต่างๆ ได้ ๖ ชนิด คือ
 
          ๑ โรคที่เกิดจากอันตรายด้านพลังงานกลศาสตร์
         
สาเหตุในกลุ่มนี้มีมากมาย ได้แก่ อันตรายจากอุบัติเหตุและภยันตรายต่างๆ เช่น หกล้ม ถูกรถชน ถูกตี ถูกฟัน ถูกยิง เป็นต้น ทำให้เกิดการช้ำบวม ฉีก ขาด บาดแผล ตกเลือด อันตรายต่างๆ ที่เกิดขึ้นแก่อวัยวะภายนอกและภายในจะมีมากบ้างน้อยบ้าง แล้วแต่ความรุนแรงที่ได้รับจากสาเหตุต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว ปัจจุบัน โรคที่เกิดจากอันตรายชนิดนี้ เป็นโรคที่พบได้มากขึ้นในบางประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่เจริญมากทางด้านวัตถุและอุตสาหกรรม โรคนี้จะมีมากกว่าโรคอื่นๆ และเป็นโรคที่เป็นสาเหตุของการตายมากกว่าสาเหตุอื่นๆ
 
          ๒ โรคที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในความกดดันของบรรยากาศ 
          ในภาวะปกติ ร่างกายเคยชินอยู่กับความดันของบรรยากาศในระดับปกติบนผิวโลก ถ้าเกิดมีการเปลี่ยนแปลงของความกดดันของบรรยากาศรอบตัวไม่ว่าจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ตาม ถ้ามากเกินไปแล้วก็จะทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้
                     ๒.๑ อันตรายจากการเพิ่มความกดดันของบรรยากาศ เมื่อเกิดการระเบิดอย่างรุนแรงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบนบก ในน้ำ หรือ ในอากาศ จะมีแรงกดดันของบรรยากาศรอบตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก และรวดเร็ว อันตรายที่เกิดขึ้นต่อร่างกายก็จะเป็นแบบอันตรายจากพลังงานทางกลศาสตร์ อาจเกิดมีการฉีกขาด หรือการแตก และตกเลือดของอวัยวะในช่องกะโหลกศีรษะ ช่องอก และช่องท้องได้ ในรายที่มีแรงระเบิดเหล่านี้เป็นอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ นอกจากอันตรายจากสะเก็ดระเบิด และสิ่งปรักหักพัง หรือความร้อน หรือสิ่งอื่นๆที่เกิดร่วมกับการระเบิด
                    ๒.๒ อันตรายจากการลดความกดดันของบรรยากาศ อันตรายจากการลดความกดดันของบรรยากาศ เกิดขึ้นด้วยเหตุสำคัญ ๒ ประการ คือ ประการที่หนึ่ง ออกซิเจน ในบรรยากาศจะลดน้อยลงไปตามส่วนของความกดดันบรรยากาศ
ที่ลดลง เช่น บนภูเขาสูงๆ หรือบนอากาศยานที่ไม่มีระบบการปรับความกดดันของบรรยากาศเมื่อขึ้นไปสูงมากๆ ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยเนื่องจากร่างกายขาดออกซิเจน เช่น โรคภูเขา (mountain sickness) เป็นต้น ประการที่สอง เกิดจากการที่ปริมาตรของอากาศ ในช่องต่างๆ ของร่างกายขยายตัวออก ตามอัตราส่วนของความกดดันบรรยากาศที่ลดลง เช่น อากาศในโพรงอากาศในกะโหลกศีรษะบริเวณข้างๆ จมูกที่เราเรียก ไซนัส (sinus) ในช่องหูชั้นกลาง ในกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้มีอาการปวดศีรษะ ปวดหู หูอื้อ ท้องอืดแน่น เป็นต้น แม้แต่ก๊าซที่ละลายในเลือดก็จะขยายตัวออกกลายเป็นฟองก๊าซเหมือนเวลาที่เราเปิดขวดน้ำอัดลม แล้วมีฟองผุดขึ้นมาจากน้ำในขวด ฟองก๊าซที่เกิดขึ้นในเลือดนี้จะไปอุดหลอดเลือดทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆของร่างกายไม่สะดวก ผลร้ายเหล่านี้จะเกิดขึ้นเมื่อมีการลดความกดดันของบรรยากาศอย่างรวดเร็ว เช่น คนที่ลงไปทำงานใต้ดิน หรือใต้น้ำลึกๆ ซึ่งมีความกดดันของบรรยากาศสูงกว่าความกดดันบนพื้นดิน แล้วกลับขึ้นมาบนพื้นดินอย่างรวดเร็ว หรือคนที่ขึ้นไปในอากาศสูงมากๆ ด้วยอากาศยานที่มีความเร็วสูงอย่างรวดเร็ว โดยไม่มีเครื่องปรับความกดดันในบรรยากาศ หรือเครื่องปรับเกิดเสียขึ้น

          ๓ โรคที่เกิดจากคลื่นเสียง 
          เสียงที่ดังมากๆ และได้รับซ้ำๆ เป็นเวลานานๆ อาจจะทำให้อวัยวะรับเสียงพิการและทำให้หูตึงได้ ส่วนคลื่นเสียงที่สูงกว่าที่เราได้ยินที่เรียกว่าอัลตราโซนิก (ultrasonic) นั้น ความสั่นสะเทือนมากๆ และความร้อนที่เกิดขึ้นอาจทำให้เซลล์ของร่างกายเสื่อมเสียได้

          ๔ โรคที่เกิดจากความร้อนและความเย็น
          อันตรายจากความร้อนเฉพาะที่ พบได้บ่อยที่ผิวหนัง เช่น ถูกเตารีด น้ำร้อนลวก ไฟไหม้ มีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่น้อยไปหามาก เช่น ผิวหนังแดง บวม พอง ผิวหนังตายไหม้เกรียม แล้วแต่ร้อนน้อยหรือมาก และได้รับนานแค่ไหนในรายที่ได้รับอันตรายมากๆ อาจมีอาการทั่วไปร่วมด้วยก็ได้เช่น เกิดอาการช็อก (shock) ขึ้น ถ้าทั้งร่างกายได้รับความร้อนจัด เช่น ตากแดด อบความร้อนสูงๆ หรือแม้แต่อากาศจะร้อนจัดเองก็ตาม อุณหภูมิในร่างกายก็จะสูงตามไปด้วย จะทำให้
เกิดความผิดปกติในการทำงานของร่างกายโดยเฉพาะหลอดเลือดและระบบไหลเวียนเลือด อาจทำให้เป็นลมช็อกหมดสติ และถึงแก่ความตายได้ 
           อันตรายที่เกิดจากความเย็นจัด เกิดขึ้นได้เนื่องจากความเย็นทำให้เซลล์ทำงานได้น้อยลง หรือเซลล์อาจตายได้ถ้าเย็นจัดจนทำให้น้ำในเซลล์กลายเป็นน้ำแข็ง นอกจากนั้นความเย็นจัดยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลอดเลือดและเลือด เช่น ทำให้หลอดเลือดหดตัว เลือดแข็งตัวภายในหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ไม่ได้ อาจทำให้เกิดมีเนื้อตายชนิดแกงกรีน (gangrene) เกิดขึ้น เช่น ที่นิ้วมือนิ้วเท้า ที่เรียกว่า โรคหิมะกัด (frost bite) เป็นต้น ถ้าร่างกายทั้งหมดได้รับความเย็นจัด จะทำให้การไหลเวียนของเลือดล้มเหลวและถึงแก่ความตายได้
 
          ๕ โรคที่เกิดจากกระแสไฟฟ้า
          อันตรายที่เกิดจากกระแสไฟฟ้า ขึ้นอยู่กับชนิดความแรง เวลา  และตำแหน่งที่กระแสไฟฟ้าผ่านร่างกาย อันตรายเฉพาะที่เกิดจากความร้อนมีลักษณะเช่นเดียวกับอันตรายจากความร้อนดังกล่าวมาแล้วส่วนอันตรายต่อร่างกายที่สำคัญ ก็คืออันตรายต่อสมองโดยเฉพาะศูนย์ควบคุมการหายใจและหัวใจ ทำให้หยุดหายใจ และหัวใจหยุดเต้น
 
          ๖ โรคที่เกิดจากรังสี 
          รังสีต่างๆ ชนิดที่มีอยู่ตามธรรมชาตินั้น มีปริมาณน้อยไม่ทำอันตรายต่อร่างกาย แต่รังสีที่มนุษย์ผลิตขึ้นหรือนำมาใช้ในปริมาณมากนั้น สามารถทำอันตรายต่อร่างกายได้ เช่น รังสีเอกซ์ (X-ray) รังสีแกมมา (gamma) บีตา (bata) และรังสีอื่นๆ  จากสารกัมมันตภาพรังสีซึ่งอาจได้จากธรรมชาติ เช่น แร่เรเดียม หรือสารกัมมันตภาพรังสีที่มนุษย์ผลิตขึ้น เช่น สารพวกเรดิโอไอโซโทป (radioisotope) ต่างๆ พลังงานจากรังสีซึ่งผ่านเข้าไปในร่างกาย ทำให้เกิดการไอออนไนซ์ (ionization) ของสสารที่เป็นส่วนประกอบของร่างกาย
          อันตรายที่เกิดขึ้นต่อเซลล์ของร่างกาย จะมากหรือน้อย นอกจากขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณของรังสีที่ได้รับแล้วยังขึ้นอยู่กับชนิดของเซลล์ในร่างกายด้วย เซลล์อ่อนๆ จะถูกทำลายได้ง่ายกว่าเซลล์ที่เติบโตเต็มที่แล้ว กล่าวคือ เซลล์พวกไข่สเปอร์มาโตซัว เม็ดเลือดขาว และเซลล์ของเยื่อบุต่างๆ ถูกทำลายได้ง่ายกว่าเซลล์ชนิดอื่น การเปลี่ยนแปลงในเซลล์เกิดขึ้นได้หลายแบบ คือ อาจเกิดการผันแปรของยีน เกิดความผิดปกติของโครโมโซม หรือทำให้เซลล์เสื่อมสลาย ตาย หรือกลายเป็นเซลล์มะเร็งไปก็ได้ อันตรายเหล่านี้อาจเกิดขึ้นกับบุคคลที่ได้สัมผัสกับรังสีโดยงานอาชีพ เช่น รังสีแพทย์  ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับวัสดุกัมมันตภาพรังสี หรือผู้ที่ถูกรังสีจากระเบิดปริมาณู เช่น ที่ญี่ปุ่นเมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งทำให้มีคนตายและป่วยเนื่องจากรังสีเป็นจำนวนมากมาย


[กลับหัวข้อหลัก]

ผู้ป่วยที่ถูกน้ำร้อนลวก จนผิวหนังพองและลอกออก

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
โรคที่เกิดจากอันตรายจากสารเคมี

          สารเคมีที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ และที่มนุษย์ผลิตขึ้นในยุคอุตสาหกรรมนี้มีเพิ่มขึ้นมากมายนับพันนับหมื่นชนิด  ที่เป็นประโยชน์ก็มีมาก ที่เป็นอันตรายต่อร่างกายก็มีไม่น้อย อันตรายจากสารเคมีเกิดขึ้นได้ทั้งการสัมผัส การสูดหายใจ และการกินตลอดจนกระทั่งการฉีดเข้าสู่ร่างกาย อันตรายต่อร่างกายจะรุนแรงเพียงใดขึ้นอยู่กับ ชนิด ปริมาณ  ทางเข้าสู่ร่างกาย และตำแหน่งหรืออวัยวะของร่างกายที่สัมผัสของสารเคมีนั้นๆ และบางครั้งก็ขึ้นอยู่กับภาวะของร่างกาย ซึ่งมีภูมิแพ้ต่อสารเคมีนั้นๆ ด้วย
          อันตรายอาจเกิดขึ้นเฉพาะที่ที่สัมผัส เช่น ผิวหนังที่ถูกกรดหรือด่างอย่างแรงก็จะพองหรือไหม้ ถ้ากินกรดหรือด่างแรงๆลงไป หลอดอาหารและกระเพาะอาหารก็จะเกิดเป็นแผลขึ้น ถ้าไม่ตายเสียก่อนเมื่อแผลหายก็จะเกิดเป็นแผลเป็น แล้วหดตัวทำให้หลอดอาหารตีบ กลืนอาหารได้ไม่สะดวก เป็นต้น เครื่องสำอาง ยาบางชนิด ผงซักฟอกบางอย่าง หรือสารเคมีบางชนิดที่ใช้ในงานอุตสาหกรรม เมื่อสัมผัสกับผิวหนัง หลายคนอาจไม่เป็นอะไร แต่ในคนที่แพ้ก็อาจเกิดเป็นโรคผิวหนัง ผื่นคัน แตก มีน้ำเหลืองไหลได้ สารเคมีที่เป็นก๊าซหรือไอระเหย เช่น แอมโมเนีย ฟอร์มาลิน เมื่อสูดหายใจเข้าไปก็ทำให้เกิดการระคายเคือง และการอักเสบ หรือแม้กระทั่งทำให้เกิดการตายของเยื่อบุทางเดินหายใจ และเนื้อปอดก็ได้
          อันตรายจากสารเคมีที่สำคัญและมีอันตรายมากก็คือ สารเคมีที่เข้าสู่ร่างกายแล้วถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดไปสู่อวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย แล้วไปทำอันตรายแก่อวัยวะต่างๆ แล้วแต่ว่าอวัยวะนั้นๆ จะได้รับสารเคมีเข้าไปมากน้อยเพียงใด มีความทนทานและปฏิกิริยาทางเคมีต่อสารนั้นๆ ไปในแนวใดบ้าง สารเคมีที่ทำอันตรายอาจปนเปื้อนอยู่ในอากาศหายใจ เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์ สารประกอบของตะกั่วกับไฮโดรคาร์บอนบางชนิด ซึ่งได้จากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์จากยานยนต์ต่างๆและ โรงงานอุตสาหกรรม สารประกอบในยาฆ่าแมลงบางชนิด เช่น ดีดีที (DDT)ซึ่งฉีดเป็นละอองฝอยไปในอากาศ สารเคมีบางชนิดก็ปนเปื้อนอยู่ในอาหาร เช่น สารสีผสมอาหารบางชนิดที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย สารพวกไนโตรซามีน (nitrosamine)ที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาทางเคมีของสารที่ใช้รักษาอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ให้เก็บไว้ได้นานๆ เช่น เนื้อเค็ม เนื้อหมักดอง กุนเชียง  เป็นต้น ในน้ำดื่มก็อาจมีสารเคมีเป็นอันตรายปนเปื้อนอยู่ เช่น พวกเกลือปรอทจากโรงงานอุตสาหกรรม เมื่อดื่มกินเข้าไปก็เกิดอันตรายต่อร่างกายขึ้น       
          สารเคมีบางชนิดที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ทั้งๆ ที่รู้ก็ยังมีผู้เสพเข้าไปด้วยความคึกคะนอง หรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์  จนกระทั่งเสพติดก็มี เช่น เอทิลแอลกอฮอล์ในเหล้าและเบียร์  บุหรี่ ยาเสพติดนานาชนิด เช่น ฝิ่นและเฮโรอีน ซึ่งอาจทำอันตรายต่อร่างกายอย่างรุนแรงปัจจุบันทันด่วน หรือเรื้อรังและอาจเกิดอันตรายกับอวัยวะต่างๆ ของร่างกายหลายแห่ง เช่น ปอด ตับ สมอง หัวใจ เป็นต้น 
          อันตรายอีกชนิดหนึ่งที่เกิดจากยา ซึ่งใช้ประโยชน์ในการรักษาโรค  แต่ยาแทบทุกชนิดนอกจากจะให้ประโยชน์ในการรักษาแล้ว ก็ยังมีอันตรายต่อร่างกายด้วย ถ้าใช้ยาไม่ถูกต้อง ไม่ถูกขนาด หรือใช้ในผู้ที่แพ้ยา ก็อาจเกิดอันตรายได้มากบ้างน้อยบ้าง และอาจรุนแรงถึงตายก็ได้ 
          กลวิธีของการเกิดอันตรายจากสารเคมีนี้ เกิดขึ้นโดยปฏิกิริยาทางเคมีต่อส่วนประกอบของเซลล์ บางครั้งการเปลี่ยนแปลงทางเคมีทำให้เกิดแต่เพียงการขัดข้องในการทำงานทางชีวเคมีของเซลล์ โดยที่ส่วนประกอบและรูปร่างของเซลล์ไม่เปลี่ยนไปจากปกติเลย เช่น สารพวกไซยาไนด์ (cyanide) ซึ่งเป็นสารพิษที่รุนแรง ก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีขึ้นในเซลล์ ทำให้เซลล์ใช้ออกซิเจนไม่ได้ เป็นเหตุให้ตายอย่างรวดเร็ว โดยที่ยังไม่พบการเปลี่ยนแปลงในเซลล์เลย สารเคมีบางชนิดอาจทำให้ยีนและ โครโมโซมผิดปกติไป ทำให้การเจริญเติบโตของเซลล์ผิดปกติ อาจเกิดมีความพิการแต่กำเนิด หรือเกิดเป็นมะเร็งขึ้นก็ได้ สารเคมีบางชนิดก็ไปทำอันตรายต่อส่วนประกอบของเซลล์ส่วนอื่นๆ ทำให้เกิดการเสื่อม การตายของเซลล์ และอาจก่อให้เกิดการอักเสบตามมาในอวัยวะต่างๆ


[กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
โรคติดเชื้อ

          โรคติดเชื้อเกิดขึ้นเนื่องจากมีเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายทางใด ทางหนึ่ง ได้แก่ ทางผิวหนัง ทางการหายใจ ทางเดินอาหาร ทางระบบทางเดินปัสสาวะ และอวัยวะสืบพันธุ์ หรือทางสายรก เชื้อโรคแบ่งเป็นชนิดต่างๆ หลายชนิด คือ บัคเตรี ไวรัส ริกเกตเซีย เชื้อรา และปรสิต เชื้อโรคมีขนาดเล็กมากมองดูด้วยตาเปล่าไม่เป็น ต้องอาศัยกล้องจุลทรรศน์ขยายให้ใหญ่ขึ้น จึงจะเห็นตัวเชื้อโรคได้ เราจึงเรียกว่า จุลชีพ (microorganism) นอกจากนี้    ยังมีตัวพยาธิบางชนิดที่มีขนาดใหญ่ มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เช่น พยาธิไส้เดือน เป็นต้น 
          เชื้อโรคเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมากมายและปล่อยสารพิษออกมาทำอันตรายต่อร่างกาย หรือทำอันตรายด้วยวิธีอื่นๆ ทำให้เกิดการเสื่อมและการตายของเซลล์ในร่างกายและเกิดปฏิกิริยาต่อสู้ของร่างกายที่เรียกว่า การอักเสบ ขึ้น เช่น การเกิดหนองหรือเป็นฝี เป็นต้น เป็นการเปลี่ยนแปลงเฉพาะที่ที่เชื้อโรคเข้าไป ระยะเวลาที่เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายจนถึงเวลาที่เกิดอาการขึ้นเรียกว่าระยะฟักตัว (incubation period) ซึ่งจะสั้นหรือยาวก็แล้วแต่ชนิดของเชื้อโรค เชื้อโรค นอกจากจะทำอันตรายต่อร่างกายเฉพาะที่ที่เชื้อโรคเข้าไปแล้ว ยังสามารถทำอันตรายต่ออวัยวะอื่นๆ ที่อยู่ห่างไกลออกไปได้อีกด้วยวิธีการใหญ่ๆ ๒ วิธีด้วยกัน คือ 
          ๑) โดยการปล่อยสารพิษจากตัวเชื้อโรคเอง หรือสารพิษที่เกิดจากเนื้อตาย  หรือผลของการอักเสบเข้าสู่กระแสเลือด และกระแสน้ำเหลืองไหลวนเวียนไปทั่วร่างกาย ไปทำอันตรายต่ออวัยวะต่างๆ
          ๒) โดยการแพร่กระจายของเชื้อโรคไปสู่ส่วนอื่นๆ ของร่างกาย อาจลุกลามไปสู่อวัยวะข้างเคียงโดยตรง ไปทางกระแสน้ำเหลือง หรือกระแสเลือด เมื่อไปสู่อวัยวะต่างๆ แล้ว ก็อาจทำให้เกิดการติดเชื้อและเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นเช่นเดียวกันกับในตำแหน่งที่เชื้อโรคเข้าไปครั้งแรก 

เชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายจะทำให้เกิดโรคขึ้นได้ อาศัยปัจจัยที่สำคัญสองประการคือ
 
          ๑. ปัจจัยทางฝ่ายเชื้อโรค
                    เชื้อโรคนั้นต้องมีคุณสมบัติในการก่อโรคได้ เชื้อโรคบางชนิดที่เคยก่อโรคได้เมื่อเราเอามาทำให้ฤทธิ์อ่อนลง แต่ยังไม่ตาย เช่น เอามาทำเป็นวัคซีน ได้แก่ วัคซีนป้องกันโรคไขสันหลังอักเสบหรือโปลิโอ วัคซีนบีซีจีสำหรับป้องกันวัณโรค ใช้ฉีดหรือกินให้เกิดภูมิต้านทานได้ แต่ไม่ทำให้เป็นโรค ปัจจัยประการต่อไปก็คือ เชื้อโรคจะต้องเข้าสู่ร่างกายให้ถูกทาง ตามความเหมาะสมที่เชื้อโรคแต่ละชนิด จะผ่านเข้าไปในร่างกายและเจริญเติบโตได้ ประการสุดท้าย เชื้อโรคจะต้องมีปริมาณมากพอ จึงจะเหลือจากการทำลายโดยการต้านทานชั้นแรกของร่างกายเพียงพอที่จะแบ่งตัวเพิ่มปริมาณขึ้น เพื่อจะทำอันตรายแก่ร่างกายต่อไปได้
         
๒. ปัจจัยทางฝ่ายร่างกาย
                    ร่างกายย่อมมีความต้านทานต่อเชื้อโรคอยู่แล้วมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่บุคคล ความต้านทานต่อเชื้อโรคนี้แบ่งออกได้เป็นสองชนิดคือ
                    ๒.๑ ความต้านทานตามธรรมชาติ ร่างกายมีผิวหนัง และเยื่อเมือกที่บุทางเดินอาหารและทางเดินอากาศหายใจ และที่อื่นๆ สำหรับป้องกันไม่ให้เชื้อโรคจากภายนอกผ่านเข้าสู่เนื้อเยื่อส่วนในของร่างกาย เมื่อป้องกันไม่อยู่ เชื้อโรคที่เข้าสู่เนื้อเยื่อภายในของร่างกาย ก็จะพบกับเม็ดเลือดขาวและภูมิต้านทานของร่างกายที่มีอยู่แล้ว ช่วยกันกินและทำลายเชื้อโรค
                   
๒.๒ ความต้านทางที่เกิดขึ้นภายหลังการติดเชื้อร่างกายจะเกิดปฏิกิริยาต่อสู้ต้านทานเชื้อโรค คือ เกิดการอักเสบขึ้น เพื่อระดมเม็ดเลือดขาว ภูมิต้านทาน และสารต่อต้านเชื้อโรคชนิดอื่นๆ ให้มารวมกันอยู่ในบริเวณที่เชื้อโรคเข้าไป เพื่อจะสกัดกั้น กิน และทำลายเชื้อโรคและพิษของเชื้อโรคนั้นๆ นอกจากนั้น เชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายยังมีส่วนกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิ ต้านทานเฉพาะเชื้อโรคนั้นๆ ขึ้นในรูปแบบต่างๆ กัน เป็นการเพิ่มความต้านทานต่อเชื้อโรคนั้นๆ ด้วย

ผลที่เกิดจากการติดเชื้อ

          โรคติดเชื้อแต่ละชนิดจะแสดงอาการออกมาต่างๆ กัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวมาแล้ว ซึ่งทำให้เกิดเป็นโรคได้หลายชนิด แสดงอาการออกมาต่างๆ แล้วแต่ว่าอวัยวะส่วนไหนของร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือถูกทำลาย ถ้าร่างกายต่อสู้ และทำลายเชื้อโรคได้หมดก็หายจากโรค ถ้าสู้ไม่ได้ อวัยวะต่างๆถูกทำลายไปมากก็ถึงแก่ความตาย เชื้อโรคบางชนิดร่างกายพอต่อสู้ได้บ้าง แต่ทำลายไม่หมด ก็จะกลายเป็นโรคติดเชื้อเรื้อรังไป เช่น วัณโรค โรคเรื้อน เป็นต้น ผู้ป่วยที่หายจากโรคติดเชื้ออาจหายโดยเรียบร้อยไม่มีร่องรอยความผิดปกติเหลืออยู่เลย หรืออาจหายโดยมีแผลเป็นหรือมีความพิการหลงเหลืออยู่ เนื่องจากส่วนที่ถูกทำลายไปไม่สามารถจะถูกสร้างขึ้นมาทดแทนใหม่ได้ นอกจากนั้นโรคติดเชื้อหลายชนิด ในขณะที่เป็นโรคอยู่ หรือหายจากโรคแล้วก็ตาม ร่างกายจะยังคงมีภูมิคุ้มกันเหลืออยู่ บางโรคก็หมดไปเร็ว บางโรคก็อยู่ได้นาน หรือแม้แต่อยู่ตลอดชีวิตเลยก็ได้ เช่น โรคหัด สุกใส ฝีดาษ เป็นต้น


[กลับหัวข้อหลัก]

ผู้ป่วยที่เป็นโรคติดเชื้อบัคเตรีที่ผิวหนัง บนใบหน้าเป็นเม็ดหนองหลายเม็ด


ผู้ป่วยที่เป็นหัดเนื่องจากติดเชื้อไวรัส มีผื่นแดงที่ใบหน้าและลำตัว


ลักษณะของโรคสุกใส

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
โรคที่เกิดจากอาหารไม่สมดุล

          ร่างกายต้องการอาหารสำหรับใช้เป็นพลังงาน และวัตถุดิบ เพื่อการทำงานของส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพื่อการเจริญเติบโต และซ่อมแซมสิ่งสึกหรอ เราแบ่งอาหารเป็น ๒ ชนิด คือ ส่วนที่ใช้เป็นวัตถุดิบและแปรเปลี่ยนเป็นพลังงาน ได้แก่  อาหารพวกคาร์โบไฮเดรต โปรตีนและไขมัน ซึ่งร่างกายต้องการเป็นจำนวนมาก กับอาหารเสริมเพื่อช่วยในการทำงานของเซลล์บางชนิด เช่น พวกวิตามินและแร่ธาตุบางชนิด ได้แก่ เหล็กและไอโอดีน เป็นต้น ซึ่งร่างกายต้องการเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถ้าร่างกายได้รับอาหารต่างๆ ไม่เพียงพอ หรือมากเกินไปหรือไม่ได้สัดส่วนอาจทำให้เกิดโรคได้ 
          โรคที่เกิดจากการขาดอาหาร ที่เรามักจะพบเห็นได้ทั่วโลกในประเทศที่ยากจน หรือประสบภัยธรรมชาติหรือภัยสงคราม โรคนี้ทำให้เด็กและผู้ใหญ่ผอมมาก ไม่มีเรี่ยวแรง การทำงานของร่างกายผิดปกติ ความต้านทานโรคน้อยลง เด็กจะไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควรทั้งด้านร่างกายและความคิดอ่าน ในรายที่ขาดวิตามิน จะทำให้เกิดโรคต่างๆ ขึ้น เช่น โรคเหน็บชา เลือดออก  ตามไรฟัน และที่อื่นๆ ผิวหนังเป็นเม็ดขรุขระ ลักษณะเหมือนหนังคางคก ตามองไม่เห็นในที่มืดสลัวๆ กระดูกอ่อน ผู้ที่ขาดแร่ธาตุที่สำคัญบางชนิด เช่น ไอโอดีน ทำให้เป็นโรคคอพอก ถ้าขาดเหล็กทำให้เป็นโรคโลหิตจาง เป็นต้น 
          ในภาวะตรงกันข้าม คนที่กินอาหารมากเกินไป จะทำให้เป็นโรคอ้วน กินไขมันมากๆ มักทำให้หลอดเลือดแดงแข็ง รูเล็กลงและอาจอุดตันได้ ถ้าเกิดกับอวัยวะที่สำคัญ เช่น หัวใจหรือสมอง อาจเกิดอันตราย ทำให้หัวใจและสมองเสื่อมสมรรถภาพลดลงเนื่องจากเลือดไปเลี้ยงได้น้อยลง แต่ถ้าเป็นมากจนอุดตัน เลือดไปเลี้ยงไม่ได้เลยอาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย ซึ่งถ้าเป็นมากอาจตายได้ทันที ส่วนในรายที่เนื้อสมองตายจะเกิดเป็นอัมพาต ซึ่งอาจจะพิการไปตลอดชีวิต


[กลับหัวข้อหลัก]

เด็กที่เป็นโรคอ้วนกับเด็กปกติ

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
โรคเนื้องอก

          เนื้องอกเป็นภาวะที่มีการเจริญเพิ่มจำนวนของเซลล์ของร่างกายในอวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง เกิดเป็นก้อนเนื้อต่างหากแยกออกจากเนื้อเยื่อเดิมของร่างกาย อาจเกิดฝังอยู่ในอวัยวะ หรือเป็นก้อนยื่นขึ้นมาบนผิวหนึ่งของอวัยวะ เช่น ผิวหนัง ก็ได้ ก้อนเนื้องอกนี้ประกอบด้วยเซลล์ ซึ่งอาจมีลักษณะเหมือนเซลล์ปกติธรรมดาของร่างกาย ถ้าเป็น เนื้องอกชนิดธรรมดา หรือ ชนิดไม่ร้าย แต่ถ้าเป็น เนื้องอกชนิดร้าย หรือ มะเร็ง ก็จะประกอบด้วยเซลล์ที่มีลักษณะแตกต่างไปจากเซลล์ปกติธรรมดา เนื้องอกที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้ทำประโยชน์ให้แก่ร่างกายหรือถูกควบคุมโดยร่างกายได้เหมือนอย่างเซลล์อื่นๆ ของร่างกาย
          สาเหตุที่ทำให้เซลล์ของร่างกายเจริญเติบโตขึ้นจนกลายเป็นเนื้องอกนั้นมีสาเหตุจากกรรมพันธุ์ การอักเสบ หรือการระคายเคืองเรื้อรัง เชื้อโรคบางชนิด เช่น ไวรัส ยา หรือ สารเคมีบางชนิด รังสี เป็นต้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้เกิดการแปรปรวนในเซลล์โดยเฉพาะที่นิวเคลียส และทำให้เกิดความแปรปรวนในสิ่งแวดล้อมเซลล์ ตลอดจนทำให้การเจริญเติบโตของเซลล์และความสัมพันธ์กับเซลล์โดยรอบผิดปกติไป เกิดเป็นก้อนเนื้องอกแยกออกมาต่างหากจากเซลล์ปกติที่อยู่ล้อมรอบ หรือแทรกซึมเข้าไปทำลายเซลล์ปกติได้
          เนื้องอกธรรมดา โตช้า ไม่แพร่กระจาย ทำอันตรายเฉพาะที่ในอวัยวะที่เกิดเนื้องอกขึ้น อาการจะมีมากถ้าไปเกิดในอวัยวะที่สำคัญ เช่น สมอง เป็นต้น แต่ถ้าไปเกิดในอวัยวะอื่นๆ ที่ไม่สำคัญ ก็จะมีอันตรายไม่มากนัก เมื่อเปรียบเทียบกับเนื้องอกชนิดร้าย หรือมะเร็ง เพราะมะเร็งโตเร็วกว่า แทรกทำลายอวัยวะที่เกิดเนื้องอกได้มากกว่า และยังสามารถแพร่กระจายไปสู่อวัยวะอื่นๆ ได้ทั้งโดยตรง โดยทางหลอดน้ำเหลืองและหลอดเลือด ทำให้เกิดเป็นก้อนมะเร็งแพร่กระจายขึ้นในอวัยวะต่างๆ ได้ทั่วร่างกาย


[กลับหัวข้อหลัก]

เนื้องอกชนิดธรรมดาที่ตาดำ

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

บรรณานุกรม
• นายแพทย์ประเสริฐ ปาจารีย์

[กลับหัวข้อหลัก]
 

บทความอื่น ๆ ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ  
 
บทความอื่น ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 8 สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มอื่น
กายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยา
การบริบาลทารกและโรคทางกุมารเวชศาสตร์
การผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนแปลงการทำงานของอวัยวะของร่างกาย
ผลแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างและหลังดมยาสลบ
ระบบสืบพันธุ์
เลือด และธนาคารเลือดในประเทศไทย
เลือดออก หรือตกเลือด
ส่วนประกอบของเลือดและประโยชน์ของเลือดต่อชีวิตมนุษย์
อวัยวะรับความรู้สึกพิเศษ
อุบัติเหตุ
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 6
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 9
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 10
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 12
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 17
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 18
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 24
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 25
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 30
   

ผู้สนับสนุน
สนใจลงโฆษณา คลิก!

สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 8 > การกำเนิดของโรค