เว็บไซต์    สารบัญเว็บไทย    หางาน   วิดีโอ    เพลง    ข่าว     ความรู้    ถามตอบ    ไฟล์ข้อมูล  
 
หาอะไร  
หาแบบละเอียด
ช่วยเหลือ
 
สมัครสมาชิก

สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 12 > กลวิธีในการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ
กลวิธีในการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ  
 

 
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 12
 
กลวิธีในการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ โดย นายสุเมธ ตันติเวชกุล
          การพัฒนาชนบทตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้งหลายนั้น เน้นเรื่องที่สำคัญ เป็นกลวิธีและแนวทางแก้ปัญหา ดังนี้
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

หัวข้อ

การช่วยให้พึ่งตนเองได้
          ความยากจนของชาวชนบทเป็นปัญหาที่สำคัญยิ่ง  เพราะเกี่ยวข้องกับประชาชนส่วนใหญ่ของชาติ รัฐบาลเองยอมรับว่ามีชาวชนบทจำนวนไม่น้อยกว่า ๑๐ ล้านคน ที่ยากจนและไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ 
          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว และมีพระราชประสงค์จะช่วยให้ราษฎรพัฒนาจนสามารถพึ่งตนเองได้ตามแนวพระราชดำริ ดังนี้
          "...การเข้าใจถึงสถานการณ์และสภาพการณ์ของผู้ที่เราจะช่วยเหลือนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุดการช่วยเหลือให้เขาได้รับสิ่งที่เขาควรจะได้รับตามความจำเป็นอย่างเหมาะสม จะเป็นการช่วยเหลือที่ได้ผลดีที่สุด เพราะฉะนั้น  ในการช่วยเหลือแต่ละครั้งแต่ละกรณี  จำเป็นที่เราจะพิจารณาถึงความต้องการและความจำเป็นก่อน และต้องทำความเข้าใจกับผู้ที่เราจะช่วยให้เข้าใจด้วยว่า เขาอยู่ในฐานะอย่างไร สมควรที่จะได้รับความช่วยเหลืออย่างไร เพียงใด อีกประการหนึ่ง ในการช่วยเหลือนั้นควรจะยึดหลักสำคัญว่า เราจะช่วยเขาเพื่อให้เขาสามารถช่วยตนเองได้ต่อไป..."
          การพัฒนาที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนพึ่งตนเองได้ อาจใช้ผู้นำในหมู่บ้านที่ชาวบ้านเคารพนับถือ เป็นผู้ชักนำช่วยกันสร้างสรรค์ความเจริญให้กับหมู่บ้าน  โดยเริ่มจากกิจกรรมเล็กๆ ไปก่อน หรืออาจอาศัยพระหรือเจ้าอาวาสก็ได้  ทั้งนี้ ทรงใช้คำว่า " การระเบิดจากข้างใน" หมายความว่า ทำให้ชุมชนหมู่บ้านหรือชุมชน ชนบทแข็งแรงก่อน  แล้วจึงค่อยออกมาสู่สังคม
ภายนอก   มิใช่การเอาความเจริญหรือบุคคลจากสังคมภายนอกเข้าไปปะทะกับชุมชนหมู่บ้านที่ยังไม่ทันได้เตรียมตัวหรือตั้งตัว  โดยทรงยกตัวอย่างว่าการพัฒนาในลักษณะของการสร้างถนน และสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ อย่างมากมายนั้น  บางครั้งก็ไม่แน่ใจว่าจะประสบผลสำเร็จเป็นการพัฒนาให้ชุมชนพึ่งตนเองได้ สิ่งที่พระองค์ถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการทำให้ชุมชนแข็งแรง คือ การที่ประชาชนรู้จักรวมตัวกันในรูปของกลุ่มเพื่อไปสู่รูปของสหกรณ์เพื่อแก้ปัญหาของชุมชนหรือเพื่อทำมาหากินร่วมกัน
          แนวพระราชดำริดังกล่าว  ทำให้เกิดโครงการที่มุ่งแก้ไขปัญหาความยากจนของราษฎรโดยเน้น "หลักการพึ่งตนเอง" ในลักษณะต่างๆ มากมาย ดังเช่น  โครงการธนาคารข้าว โครงการธนาคารโค-กระบือ โครงการที่มีลักษณะการรวมกลุ่มในรูปสหกรณ์  โครงการที่มีลักษณะผสมผสานการดำเนินงานในด้านต่างๆ  เข้าด้วยกัน ทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำ การเกษตร การจัดพัฒนาที่ดินให้แก่ราษฎรที่ยากจนและไร้ที่ดินทำกินฯลฯ  โครงการเหล่านี้มีจุดประสงค์หลักคือ ให้ราษฎรสามารถ "อยู่ได้" หรือสามารถ "พึ่งตนเองได้" นั่นเอง
[กลับหัวข้อหลัก]

เกษตรกร กำลังใส่ปุ๋ยบำรุงดิน

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การส่งเสริมความรู้ในการทำมาหากินตามหลักวิชาการสมัยใหม่ที่เหมาะสมแก่ราษฎร
          เกษตรกรรมเป็นอาชีพพื้นฐานของสังคมชนบทไทยมาทุกยุคทุกสมัย ประชากรของประเทศประมาณสองในสามอยู่ในภาคเกษตรกรรมการพัฒนาการเกษตรจึงเป็นเป้าหมายที่สำคัญของการพัฒนาชนบทและประเทศเป็นส่วนรวมมาตลอดโดยสาขาเกษตรเป็นสาขาที่ได้รับความสำคัญอย่างสูงในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติทุกฉบับ 
          แม้ว่าผลการพัฒนาที่ผ่านมาจะทำให้ภาคเกษตรกรรมได้เจริญก้าวหน้าไปอย่างมากก็ตามเกษตรกรรมก็ยังเป็นสาขาการผลิตที่มีปัญหาต่างๆ อีกหลายประการ  ปัญหาหลักประการหนึ่งของการพัฒนาการเกษตรในปัจจุบัน ก็คือเรื่องของประสิทธิภาพการผลิต  ปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร ก็คือความรู้ความเข้าใจในการผลิตตามหลักวิชาการสมัยใหม่
          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว   ทรงให้ความสำคัญต่อปัญหาดังกล่าว ดังพิจารณาได้จากแนวพระราชดำริ ดังนี้
          "...ชีวิตของเกษตรกรหรือของคนทุกคนหารกิน มีเสื้อใส่ แล้วก็มีที่อยู่อาศัย มียารักษาโรค...ในด้านอาชีพของเกษตรกรต้องมีการเพาะปลูก  การเพาะปลูกหรือการทำมาหากินนี้ก็ต้องอาศัยหลักวิชา หลักวิชาตั้งแต่พืชพันธุ์ใดที่สมควร วิธีการใช้ปุ๋ย ใช้เครื่องทุ่นแรง  คือวิชาการนั้นเองก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต  ...ในเรื่องวิชาการก็เช่นเดียวกัน  สมัยนี้เขาใช้เครื่องมือทุ่นแรงเขาใช้ปุ๋ย เขาใช้วิชาการ แต่วิชาการเหล่านี้มันก็แพง  ฉะนั้น ถ้าพยายามที่จะปฏิบัติให้อยู่ในขอบเขตของกำลังเสียก่อน แล้วก็ค่อยเสริมสร้างขึ้นมาให้ค่อยๆ มีวิชาการมากขึ้น ก็จะมั่นคง..."

          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีแนวพระราชดำริประการต่อมาคือ การสร้างเสริมสิ่งที่ชาวชนบทขาดแคลนและเป็นความต้องการอย่างสำคัญ คือความรู้  ทรงเห็นว่า  ชาวชนบทควรจะมีความรู้ในเรื่องการทำมาหากิน การทำการเกษตร โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ในเรื่องนี้ทรงเน้นถึงความจำเป็นที่จะต้องมี  "ตัวอย่างของความสำเร็จ"  ในเรื่องการพึ่งตนเอง ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้ราษฎรในชนบทได้มีโอกาสได้รู้ได้เห็นถึงตัวอย่างของความสำเร็จนี้และนำไปปฏิบัติได้เอง จึงทรงปรารถนาที่จะให้ตัวอย่างของความสำเร็จทั้งหลายได้กระจายไปสู่ท้องถิ่นต่างๆ  ทั่วประเทศ  ประเด็นต่อไปที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ  การนำเอาความรู้ในด้านเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่เข้าไปให้ถึงมือชาวชนบทอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องเป็นขบวนการเดียวกัน  เป็นเทคโนโลยีการผลิตที่ชาวบ้านรับได้และสามารถนำไปปฏิบัติอย่างได้ผลแท้จริง
          หลักในการพัฒนาของพระองค์ประการแรกคือ การพัฒนาโดยยึดปัญหาและสภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่เป็นหลัก  ดังนั้น การพัฒนาตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในลักษณะของการศึกษา ทดลอง วิจัย จึงเกิดขึ้นเป็น "ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ"  อยู่ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศเพื่อให้ราษฎรสามารถเข้ามาเรียนรู้ ดูงาน ฝึกอบรมด้านต่างๆ ทั้งการเกษตร อุตสาหกรรมในครัวเรือน และศิลปาชีพ จากของจริงที่ประชาชนจะสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
[กลับหัวข้อหลัก]

การเพาะเห็ด อาชีพหนึ่งที่ได้รับการส่งเสริมในศูนย์ศึกษาการพัฒนา


การฝึกอบรมความรู้ด้านการพัฒนาที่ดินภาคปฏิบัติแก่เกษตรกร

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
          ทรัพยากรธรรมชาตินั้นถือได้ว่าเป็นปัจจัยการผลิตขั้นพื้นฐานที่เป็นฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาว  จากผลการพัฒนาที่เน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นประการสำคัญนั้น จึงทำให้การพัฒนาในด้านต่างๆ มุ่งเน้นเฉพาะการเพิ่มผลิตผลของทุกๆ สาขาการผลิตโดยไม่คำนึงถึงปัญหาและข้อจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติ  มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ที่ดิน แหล่งน้ำ ป่าไม้ ฯลฯ  เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้ได้เสื่อมโทรมและเหลือน้อยลงเป็นลำดับ
          แนวทางในการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติมีเป้าหมายแยกออกได้เป็น ๒ ประการ คือ ประการแรก   ใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ ประการที่สอง ประชาชนรวมกลุ่มเพื่อรักษาสภาพธรรมชาติ  ทั้งป่าไม้  แหล่งน้ำ เพื่อประโยชน์ของประชาชนและสภาพแวดล้อมในระยะยาว  การดำเนินการดังกล่าวสามารถแยกเป็นส่วนได้ ดังนี้
          ๑. การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้
          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าป่าไม้เป็นแหล่งทรัพยากรที่มนุษย์ได้บริโภคใช้สอย  เช่น การทำไม้ การเก็บหาของป่าผลิตไม้แปรรูป  ฯลฯ ทำให้เกิดรายได้แก่ประชาชน และประเทศชาติ และยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของการพัฒนาชนบท โดยเฉพาะในแง่ของการแก้ปัญหาฝนแล้ง น้ำท่วม อันมีสาเหตุมาจากป่าไม้ถูกทำลายด้วย
          แนวพระราชดำริของพระองค์ในด้านนี้  ได้ก่อให้เกิดโครงการพัฒนาและบำรุงรักษาป่าไม้โดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ป่าไม้ที่เป็นต้นน้ำลำธารในบริเวณป่าเขาทางภาคเหนือเพื่อเป็นการบรรเทาอุทกภัยในที่ลุ่มตอนล่างของภาคเหนือและในบริเวณลุ่มน้ำภาคกลาง ตลอดจนเพื่อถนอมน้ำไว้ใช้สำหรับหล่อเลี้ยงแม่น้ำลำธารในที่ลุ่มตอนล่างในฤดูแล้ง ดังเช่น โครงการหลวงในภาคเหนือ ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการพัฒนา และบำรุงรักษาป่าไม้ เป็นต้น
          ๒. การอนุรักษ์ดิน
          สำหรับงานด้านการอนุรักษ์ดินนั้น  มีกิจกรรมตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ส่งผลเกี่ยวเนื่องในด้านนี้ แบ่งออกได้เป็น ๓ ประเภทดังนี้
                 ๒.๑ การพัฒนาที่ดิน  ได้แก่ การสนับสนุนให้เกษตรกรได้เรียนรู้  เข้าใจวิธีการอนุรักษ์ที่ดินและน้ำ การปรับปรุงบำรุงดินซึ่งอาจไปปฏิบัติได้เอง  ทรงมีพระราชดำริว่า การ ปรับปรุงที่ดินนั้นต้องอนุรักษ์ผิวดิน ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ไว้ไม่ไถหรือลอกทิ้งไป  (ปอกเปลือก) และต้องสงวนไม้ยืนต้นที่ยังเหลืออยู่ เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผืนดิน นอกจากนี้ ยังมีพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนา ซึ่งได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการสร้างระบบอนุรักษ์ดิน และน้ำเป็นตัวอย่างในการป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน การขยายพันธุ์พืชเพื่อการอนุรักษ์ดินและบำรุงดิน  ตลอดจนการทำแปลงสาธิตด้านการพัฒนาที่ดินแก่เกษตรกร  ในบางพื้นที่มีการพัฒนาปรับปรุงดินเสื่อมโทรมด้วยสาเหตุต่างๆ เช่น ดินพรุ ดินเปรี้ยว ดินเค็ม ดินทราย ฯลฯ ให้สามารถใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้อีก  โดยทรงเน้นว่า ในกระบวนการพัฒนาที่ดินทั้งหมดดังกล่าวนี้  จะต้องชี้แจงให้ราษฎรซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์มีส่วนร่วมและช่วยลงแรงด้วย
              ๒.๒ การจัดสรรและปฏิรูปที่ดิน ได้แก่  การพัฒนาที่ดินว่างเปล่าแล้วจัดสรรให้แก่เกษตรกรที่ไร้ที่ดินทำกิน ได้ประกอบอาชีพในรูปของหมู่บ้านสหกรณ์  ทั้งนี้โดยให้สิทธิทำกินแต่ไม่ให้กรรมสิทธิ์ในการถือครอง และจัดบริการ ขั้นพื้นฐานให้ตามความเหมาะสม นอกจากนี้ยังมีการจัดพื้นที่ทำกินให้ราษฎรชาวไทยภูเขาสามารถอยู่ได้เป็นหลักแหล่งโดยไม่ต้องทำลายป่าอีกต่อไป การจัดพื้นที่ต่างๆ ดังกล่าวนั้น ทรงมีหลักการว่า ต้องวางแผนการจัดให้ดีเสียตั้งแต่ต้นโดยใช้แผนที่และภาพถ่ายทางอากาศช่วยด้วยโดยไม่ควรทำแผนผังที่ทำกินเป็นลักษณะตาราง โดยไม่คำนึงถึงสภาพภูมิประเทศ  แต่ควรจัดสรรที่ทำกินตามแนวพื้นที่รับน้ำจากโครงการชลประทาน
              ๒.๓ การดำเนินการเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดิน ทรงสนับสนุนให้เร่งออกโฉนดที่ดินเอกชน ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่ถือครองอีกประมาณ ๖๖.๓ ล้านไร่ ที่ยังไม่มีเอกสารแสดงสิทธิใดๆ และพื้นที่อีกประมาณ ๖๕.๖ ล้านไร่ มีเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ เช่น นส.๓ ซึ่งยังไม่สมบูรณ์เท่าโฉนดที่ดิน นอกจากนี้ ในบริเวณที่ดินป่าสงวนเสื่อมโทรมซึ่งเป็นที่ดินของรัฐบาลที่รัฐบาลจะออกโฉนดให้นั้น  ก็ทรงมีพระราชดำริว่า ควรให้เพียงสิทธิทำกินแบบมรดกตกทอดแก่ ทายาทซึ่งนำไปขายไม่ได้ ต่อมารัฐบาลจึงได้รับแนวพระราชดำริไปดำเนินการโดยได้ออกใบสัญญารับรองสิทธิทำกิน (สทก.) เป็นขั้นตอน เช่น สทก.๑ สทก.๒ และ สทก.๓ อันเป็นใบรับรองสิทธิทำกินถาวร
          ๓. การอนุรักษ์ทรัพยากรแหล่งน้ำ
          พื้นที่ทำการเกษตรในประเทศไทยนั้น  มีทั้งสิ้นประมาณ  ๑๔๗ ล้านไร่ ในจำนวนดังกล่าวนี้มีเพียงจำนวน  ๑๖  ล้านไร่เท่านั้นที่อยู่ในเขตชลประทาน และพื้นที่ในเขตชลประทานนี้มีเพียง ๔-๕ ล้านไร่เท่านั้นที่รับน้ำชลประทานได้ตลอดทั้งปี  ดังนั้น  จึงเห็นได้ว่า  เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงต้องพึ่งการเกษตรน้ำฝนเป็นหลักอยู่  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  จากพื้นที่การเกษตรทั้งสิ้นประมาณ ๖๐ ล้านไร่ มีพื้นที่เกษตรในเขตชลประทานเพียง๑.๖ ล้านไร่
          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงเน้นเป็นพิเศษในเรื่องแหล่งน้ำ ทั้งนี้พระองค์ทรงมีความเห็นว่า เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม     ประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งอยู่ในชนบทนั้นประกอบอาชีพทางการเกษตร และเนื่องจากพื้นที่เกษตรในชนบทส่วนใหญ่ต้องพึ่งน้ำฝน  จึงทำให้ผลิตผลที่ได้ไม่แน่นอน  ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรเป็นอย่างมากดังนั้น  การอนุรักษ์และการพัฒนาทรัพยากรด้านแหล่งน้ำจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และเพื่อการเกษตรของประชาชนส่วนใหญ่ของชาติ
[กลับหัวข้อหลัก]

การปลูกเสริมป่า เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ


ป่าไม้ แหล่งต้นน้ำธารที่ควรได้รับการอนุรักษ์

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
คุณภาพชีวิต
          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพิจารณาแนวทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากร โดยการให้ความสำคัญต่อปัญหาพื้นฐานคือ เรื่องเกี่ยวกับปัจจัยสี่ คือ ต้องมีอาหารการกินที่มีคุณภาพ มีเครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัยที่ถูกต้องตามสุขอนามัย  การระวังรักษาสุขภาพร่างกายของประชาชนให้พ้นจากโรคภัยที่คอยเบียดเบียน  ตลอดจนการให้การศึกษาและการเสริมสร้างคุณธรรมและจริยธรรมให้แก่ประชาชนด้วยทั้งนี้ ทรงเห็นว่าการพัฒนาต่างๆ จะได้ผลนั้นจะต้องเริ่มต้นด้วยการที่มี  "กำลังคน  กำลังใจ"  ที่ดีเพื่อให้สามารถต่อสู้ฝ่าฟันกับปัญหาอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้น  และมีความเข้มแข็งที่จะพัฒนาเพื่อตนเอง และประเทศชาติต่อไป ดังในกรณีตัวอย่าง เช่นโครงการด้านสาธารณสุข ที่พระองค์ทรงเริ่มดำเนินการตั้งแต่เสด็จฯ นิวัติกลับพระนคร ใน พ.ศ.๒๔๙๔  คือ โครงการก่อสร้างอาคารการแพทย์ของโรงพยาบาลต่างๆ เช่น โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช ตึกวชิราลงกรณ์  สภากาชาดไทย กิจกรรมต่อต้านโรคโปลิโอ ตราบจนปัจจุบันซึ่งยังมีหน่วยแพทย์พระราชทานในหลายๆ  สาขา เพื่อคอยดูแลรักษาประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะชาวชนบทที่ห่างไกล เป็นต้น
         นอกจากนี้ ในด้านการศึกษาก็ได้ทรงเริ่มช่วยเหลือประชาชนในท้องถิ่นกันดารในด้านการศึกษา ใน พ.ศ. ๒๕๑๕ โดยได้จัดตั้งโรงเรียนขึ้น เรียกว่า โรงเรียนร่มเกล้า  เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและกระจายการศึกษาให้แก่บุตรธิดาของประชาชนให้มากที่สุด  เพื่อเป็นพื้นฐานสำคัญในการดำรงชีวิตที่มีคุณภาพในระยะยาวต่อไป  การสนับสนุนการศึกษานี้ มิได้ทรงเจาะจงเฉพาะโรงเรียนระดับประถมเท่านั้น  แต่ยังทรงคำนึงถึงโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา สำหรับแก้ปัญหาให้นักเรียนธรรมดาที่ประสงค์จะศึกษาต่อได้มีโอกาสเข้าเรียนได้อย่างทั่วถึงเท่าที่จะทำได้อีกด้วย  นอกจากนี้  ก็ยังรวมถึงโรงเรียนพระ  ดาบสที่มีพระราชประสงค์ให้ผู้ที่ต้องการมาศึกษาหาความรู้เพื่อนำไปประกอบอาชีพ  แต่ต้องติดเงื่อนไขที่ไม่สามารถเข้าโรงเรียนรัฐบาลหรือเอกชนอื่นๆ ได้ ได้มีโอกาสมาศึกษาหาความรู้ด้านวิชาชีพเพื่อไปประกอบอาชีพสร้างตนเองด้วย
          สิ่งต่างๆ  ที่ได้ยกมาเป็นตัวอย่างเหล่านี้ล้วนแต่เป็นการพัฒนาประชากรด้านพื้นฐาน เพื่อให้มีคุณภาพที่จะสามารถดำรงชีวิตและพัฒนาตนเองและบ้านเมืองให้เกิดความเจริญ

          (ดูเพิ่มเติมเรื่อง การพัฒนาเกษตรกรรมสำหรับพื้นที่เฉพาะ หมวดเดียวกัน และเรื่อง ธนาคาร หมวดการพัฒนาปัจจัยการผลิต เล่มเดียวกัน)
[กลับหัวข้อหลัก]

แพทย์พระราชทานตรวจรักษาประชาชนที่เจ็บป่วย


โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

บรรณานุกรม
• นายสุเมธ ตันติเวชกุล

[กลับหัวข้อหลัก]
 
ผู้สนับสนุน
อยากเห็นเว็บไซต์ของท่านตรงนี้ คลิกที่นี่
สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 12 > กลวิธีในการพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ