ทรัพยากรธรรมชาตินั้นถือได้ว่าเป็นปัจจัยการผลิตขั้นพื้นฐานที่เป็นฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาว จากผลการพัฒนาที่เน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นประการสำคัญนั้น จึงทำให้การพัฒนาในด้านต่างๆ มุ่งเน้นเฉพาะการเพิ่มผลิตผลของทุกๆ สาขาการผลิตโดยไม่คำนึงถึงปัญหาและข้อจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติ มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ที่ดิน แหล่งน้ำ ป่าไม้ ฯลฯ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้ได้เสื่อมโทรมและเหลือน้อยลงเป็นลำดับ
แนวทางในการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติมีเป้าหมายแยกออกได้เป็น ๒ ประการ คือ ประการแรก ใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ ประการที่สอง ประชาชนรวมกลุ่มเพื่อรักษาสภาพธรรมชาติ ทั้งป่าไม้ แหล่งน้ำ เพื่อประโยชน์ของประชาชนและสภาพแวดล้อมในระยะยาว การดำเนินการดังกล่าวสามารถแยกเป็นส่วนได้ ดังนี้
๑. การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าป่าไม้เป็นแหล่งทรัพยากรที่มนุษย์ได้บริโภคใช้สอย เช่น การทำไม้ การเก็บหาของป่าผลิตไม้แปรรูป ฯลฯ ทำให้เกิดรายได้แก่ประชาชน และประเทศชาติ และยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของการพัฒนาชนบท โดยเฉพาะในแง่ของการแก้ปัญหาฝนแล้ง น้ำท่วม อันมีสาเหตุมาจากป่าไม้ถูกทำลายด้วย
แนวพระราชดำริของพระองค์ในด้านนี้ ได้ก่อให้เกิดโครงการพัฒนาและบำรุงรักษาป่าไม้โดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ป่าไม้ที่เป็นต้นน้ำลำธารในบริเวณป่าเขาทางภาคเหนือเพื่อเป็นการบรรเทาอุทกภัยในที่ลุ่มตอนล่างของภาคเหนือและในบริเวณลุ่มน้ำภาคกลาง ตลอดจนเพื่อถนอมน้ำไว้ใช้สำหรับหล่อเลี้ยงแม่น้ำลำธารในที่ลุ่มตอนล่างในฤดูแล้ง ดังเช่น โครงการหลวงในภาคเหนือ ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการพัฒนา และบำรุงรักษาป่าไม้ เป็นต้น
๒. การอนุรักษ์ดิน
สำหรับงานด้านการอนุรักษ์ดินนั้น มีกิจกรรมตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ส่งผลเกี่ยวเนื่องในด้านนี้ แบ่งออกได้เป็น ๓ ประเภทดังนี้
๒.๑ การพัฒนาที่ดิน ได้แก่ การสนับสนุนให้เกษตรกรได้เรียนรู้ เข้าใจวิธีการอนุรักษ์ที่ดินและน้ำ การปรับปรุงบำรุงดินซึ่งอาจไปปฏิบัติได้เอง ทรงมีพระราชดำริว่า การ ปรับปรุงที่ดินนั้นต้องอนุรักษ์ผิวดิน ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ไว้ไม่ไถหรือลอกทิ้งไป (ปอกเปลือก) และต้องสงวนไม้ยืนต้นที่ยังเหลืออยู่ เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผืนดิน นอกจากนี้ ยังมีพระราชดำริให้จัดตั้งโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนา ซึ่งได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการสร้างระบบอนุรักษ์ดิน และน้ำเป็นตัวอย่างในการป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน การขยายพันธุ์พืชเพื่อการอนุรักษ์ดินและบำรุงดิน ตลอดจนการทำแปลงสาธิตด้านการพัฒนาที่ดินแก่เกษตรกร ในบางพื้นที่มีการพัฒนาปรับปรุงดินเสื่อมโทรมด้วยสาเหตุต่างๆ เช่น ดินพรุ ดินเปรี้ยว ดินเค็ม ดินทราย ฯลฯ ให้สามารถใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้อีก โดยทรงเน้นว่า ในกระบวนการพัฒนาที่ดินทั้งหมดดังกล่าวนี้ จะต้องชี้แจงให้ราษฎรซึ่งเป็นผู้รับประโยชน์มีส่วนร่วมและช่วยลงแรงด้วย
๒.๒ การจัดสรรและปฏิรูปที่ดิน ได้แก่ การพัฒนาที่ดินว่างเปล่าแล้วจัดสรรให้แก่เกษตรกรที่ไร้ที่ดินทำกิน ได้ประกอบอาชีพในรูปของหมู่บ้านสหกรณ์ ทั้งนี้โดยให้สิทธิทำกินแต่ไม่ให้กรรมสิทธิ์ในการถือครอง และจัดบริการ ขั้นพื้นฐานให้ตามความเหมาะสม นอกจากนี้ยังมีการจัดพื้นที่ทำกินให้ราษฎรชาวไทยภูเขาสามารถอยู่ได้เป็นหลักแหล่งโดยไม่ต้องทำลายป่าอีกต่อไป การจัดพื้นที่ต่างๆ ดังกล่าวนั้น ทรงมีหลักการว่า ต้องวางแผนการจัดให้ดีเสียตั้งแต่ต้นโดยใช้แผนที่และภาพถ่ายทางอากาศช่วยด้วยโดยไม่ควรทำแผนผังที่ทำกินเป็นลักษณะตาราง โดยไม่คำนึงถึงสภาพภูมิประเทศ แต่ควรจัดสรรที่ทำกินตามแนวพื้นที่รับน้ำจากโครงการชลประทาน
๒.๓ การดำเนินการเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดิน ทรงสนับสนุนให้เร่งออกโฉนดที่ดินเอกชน ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่ถือครองอีกประมาณ ๖๖.๓ ล้านไร่ ที่ยังไม่มีเอกสารแสดงสิทธิใดๆ และพื้นที่อีกประมาณ ๖๕.๖ ล้านไร่ มีเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ เช่น นส.๓ ซึ่งยังไม่สมบูรณ์เท่าโฉนดที่ดิน นอกจากนี้ ในบริเวณที่ดินป่าสงวนเสื่อมโทรมซึ่งเป็นที่ดินของรัฐบาลที่รัฐบาลจะออกโฉนดให้นั้น ก็ทรงมีพระราชดำริว่า ควรให้เพียงสิทธิทำกินแบบมรดกตกทอดแก่ ทายาทซึ่งนำไปขายไม่ได้ ต่อมารัฐบาลจึงได้รับแนวพระราชดำริไปดำเนินการโดยได้ออกใบสัญญารับรองสิทธิทำกิน (สทก.) เป็นขั้นตอน เช่น สทก.๑ สทก.๒ และ สทก.๓ อันเป็นใบรับรองสิทธิทำกินถาวร
๓. การอนุรักษ์ทรัพยากรแหล่งน้ำ
พื้นที่ทำการเกษตรในประเทศไทยนั้น มีทั้งสิ้นประมาณ ๑๔๗ ล้านไร่ ในจำนวนดังกล่าวนี้มีเพียงจำนวน ๑๖ ล้านไร่เท่านั้นที่อยู่ในเขตชลประทาน และพื้นที่ในเขตชลประทานนี้มีเพียง ๔-๕ ล้านไร่เท่านั้นที่รับน้ำชลประทานได้ตลอดทั้งปี ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงต้องพึ่งการเกษตรน้ำฝนเป็นหลักอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากพื้นที่การเกษตรทั้งสิ้นประมาณ ๖๐ ล้านไร่ มีพื้นที่เกษตรในเขตชลประทานเพียง๑.๖ ล้านไร่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงเน้นเป็นพิเศษในเรื่องแหล่งน้ำ ทั้งนี้พระองค์ทรงมีความเห็นว่า เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งอยู่ในชนบทนั้นประกอบอาชีพทางการเกษตร และเนื่องจากพื้นที่เกษตรในชนบทส่วนใหญ่ต้องพึ่งน้ำฝน จึงทำให้ผลิตผลที่ได้ไม่แน่นอน ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรเป็นอย่างมากดังนั้น การอนุรักษ์และการพัฒนาทรัพยากรด้านแหล่งน้ำจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และเพื่อการเกษตรของประชาชนส่วนใหญ่ของชาติ
[กลับหัวข้อหลัก]