กรมป่าไม้ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ บริษัททำไม้จังหวัด ฯลฯ ได้ปลูกสวนป่าตั้งแต่ต้นจนถึงปี ๒๕๒๖ ได้ประมาณ ๓ ล้านไร่ โครงการป่าชุมชนที่ส่งเสริมให้ราษฎรและชาวไร่ปลูกป่าในที่รกร้างว่างเปล่าหรือที่หัวไร่ปลายนา เมื่อดำเนินการเต็มรูปแล้ว ปัญหาเรื่องการขาดแคลนไม้ ไม้ฟืน และไม้ใช้สอย ก็จะบรรเทาเบาบางลงได้
อย่างไรก็ดี การที่จะป้องกันรักษาป่าไม้อันเป็นทรัพยากรธรรมชาติล้ำค่าของเรานั้น จำเป็นจะต้องอาศัยความร่วมมือของหน่วยราชการและประชาชนทุกฝ่าย มิฉะนั้น ป่าไม้จะต้องหมดไปจากประเทศไทยอย่างไม่มีปัญหา
การให้การศึกษาอบรมแก่เยาวชนทุกระดับชั้น เพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญและคุณประโยชน์ของทรัพยากรป่าไม้ และทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่าทุกประเภท โดยกำหนดเป็นหลักสูตรการศึกษานับตั้งแต่ ชั้นประถมขึ้นไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัย และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้นักเรียนนักศึกษาได้มีโอกาสไปเห็น หรือสัมผัสของจริงหรือฝึกงานในภูมิประเทศ จึงจะเกิดความประทับใจขึ้นอย่างจริงจัง สื่อมวลชนอันได้แก่ หนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์ นับว่ามีบทบาทสำคัญมากที่จะช่วยทำให้ประชาชนได้ทราบและตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและให้ความร่วมมือกับรัฐในการอนุรักษ์ยิ่งขึ้น
นอกเหนือจากมาตรการที่ได้ดำเนินการอยู่แล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องปรับปรุงนโยบายเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติที่กระทรวงต่าง ๆ ถือปฏิบัติอยู่ให้สอดคล้องไม่ขัดแย้งซึ่งกันและกัน ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายจะสงวนและรักษาป่าไม้ไว้ให้ได้ร้อยละ ๔๐ ของเนื้อที่ประเทศ ส่วนกระทรวงมหาดไทยมีนโยบายจะเปิดที่ป่าไม้เพื่อให้ราษฎรทำกิน กระทรวงคมนาคมตัดเส้นทางผ่านป่าไม้ที่สมบูรณ์ โดยมิได้วางแผนการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำให้ป่าไม้สองข้างทางคมนาคมถูกบุกรุกทำลายอย่างรุนแรงเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยและเพาะปลูก กระทรวงอุตสาหกรรมอนุญาตให้ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบจากพืชผลทางการเกษตร เช่น โรงงานแป้งมันสำปะหลัง โรงงานน้ำตาล โดยมิได้ประสานงานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ป่าที่สมบูรณ์จึงถูกบุกรุกทำลายเป็นไร่มันสำปะหลังและไร่อ้อยเป็นจำนวนมาก นโยบายของกระทรวงต่าง ๆ เหล่านี้ หากมีการประสานงานและวางแผนร่วมกันอย่างจริงจังแล้ว ความเสียหายต่อป่าไม้ดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้น
นอกจากนี้ รัฐจะต้องตั้งเป้าหมายไว้ว่า ในบรรดาไม้ที่ผลิตออกมาใช้ประโยชน์หรือเป็นสินค้านั้น จะต้องมาจากป่าที่ปลูกโดยเพิ่มปริมาณขึ้นเป็นลำดับ เช่น จากร้อยละ ๑๐ ไปจนถึง ร้อยต่อร้อย ในเวลา ๕๐ ปี เป็นอย่างช้า สวนป่าธรรมชาตินั้นควรให้ลดการทำไม้ลงจนในที่สุดไม่ให้มีการทำไม้ออกเลย แล้วเก็บรักษาป่าธรรมชาติเหล่านั้นไว้เป็นอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรือเพื่อประโยชน์ต่อการป้องกันตันน้ำลำธาร
การที่จะเพิ่มผลิตผลจากป่าปลูกเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการ ทั้งในปัจจุบันและอนาคตนั้น เอ็ม เดอ แบกเคอร์ (M.de Backer) และ เค โอเพนชอว์ (K.Openshaw) ผู้เชี่ยวชาญแห่งองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ซึ่งได้เข้ามาสำรวจและศึกษาถึงแนวโน้มของการใช้ไม้ในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๓ - ๒๕๑๕ ได้สำรวจและคำนวณว่า การใช้ไม้แปรรูป ไม้ทำเชื้อเพลิง ไม้เสา ในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ มีอยู่ ๕๕.๘ ล้านลูกบาศก์เมตร ไม้อัดประเภทต่าง ๆ และกระดาษ และวัตถุจากกระดาษ ๒๔๐,๐๐๐ เมตริกตัน และจะเพิ่มไปเป็น ๘๐.๑ ล้านลูกบาศก์เมตร และ ๑ ล้านเมตริกตัน ในปี พ.ศ. ๒๕๒๙ ตามลำดับ เมื่อถึงปี พ.ศ. ๒๕๔๓ การใช้ไม้ประเภทนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น ๙๘.๘ ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนจำพวกไม้อัดและกระดาษจะเพิ่มเป็น ๓.๘ ล้านเมตริกตัน จึงได้เสนอแนะต่อรัฐบาลว่า เพื่อให้มีไม้ท่อนป้อนความต้องการอย่างเพียงพอ ให้เร่งปลูกป่าด้วยพรรณไม้มีค่า เช่น ไม้สัก ประดู่ มะค่าโมง และอื่น ๆ ในอัตราปีละ ๕,๐๐๐ - ๒๐,๐๐๐ เฮกตาร์ จนสิ้นศตวรรษที่ ๒๐ นี้ สำหรับไม้เพื่อทำเชื้อเพลิงนั้น ผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำให้ปลูกป่าด้วยพรรณไม้ที่เหมาะสมสำหรับทำฟืนหรือเผาถ่าน ให้สามารถผลิตไม้ได้ปีละ ๒๕ ล้านลูกบาศก์เมตร ในพื้นที่ ๑ ล้านเฮกตาร์ โดยปลูกปีละ ๑๐,๐๐๐ เฮกตาร์ แล้วเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ขณะเดียวกันก็ชักชวนให้ชาวไร่ชาวนา ปลูกพรรณไม้โตเร็วตามพื้นที่หัวไร่ปลายนา เพื่อเป็นการเพิ่มพูนรายได้อีกทางหนึ่งด้วย สำหรับไม้ที่ใช้ทำเยื่อกระดาษนั้น จะต้องเร่งรัดให้มีการปลูกไม้โตเร็ว เช่น ไม้ตระกูลสนซึ่งมีรอบตัดฟัน ๑๐-๑๒ ปี ในเนื้อที่ ๓๕๐,๐๐๐ เฮกตาร์ โดยปลูกปีละ ๘,๐๐๐ เฮกตาร์ แล้วเพิ่มขึ้นไปเป็นลำดับ เพื่อให้ได้ไม้ทำเยื่อกระดาษปีละ ๒.๕ - ๓ ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี
การปลูกสร้างสวนป่าดังกล่าวข้างต้นนี้ มิใช่แต่เพียงจะทำให้มีไม้เพียงพอต่อความต้องการ โดยไม่ต้องเสียเงินตราต่างประเทศ จากการสั่งไม้หรือวัตถุที่ทำจากไม้มาใช้แล้ว ป่าไม้ที่ปลูกขึ้นนั้นจะอำนวยประโยชน์ทางอ้อม เช่น ช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำ อันเป็นประโยชน์ต่อการเกษตร แล้วยังช่วยทำให้ดินฟ้าอากาศไม่แปรปรวนไปในทางเลวร้ายอีกด้วย ข้อสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ค่าใช้จ่ายหรือทุนที่ลงไปในการสร้างสวนป่านั้น ยังได้ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยถึงร้อยละ ๖ - ๗ / ปี ยิ่งเป็นพรรณไม้มีค่า เช่น ไม้สัก ดอกผลก็จะเพิ่มไปถึงร้อยละ ๑๐ / ปีทีเดียว นอกจากนี้ยังสามารถช่วยชาวชนบทให้มีงานทำถึงปีละ ๗๐,๐๐๐- ๓๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งก็เท่ากับป้องกันมิให้ประชาชนหลั่งไหลไปหางานทำในเมืองหลวง การปลูกสร้างสวนป่านี้ นอกจากรัฐจะใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีหรือเงินกู้จากต่างประเทศแล้ว ควรชักชวนหรือส่งเสริมให้เอกชนหรือบริษัทที่ใช้ไม้เป็นวัตถุดิบ หรือเป็นเชื้อเพลิง ได้ลงทุนในการปลูกสร้างสวนป่า เพื่อป้อนความต้องการของคน ซึ่งปัจจุบันได้มีผู้ลงทุนปลูกสร้างสวนป่าไม้โตเร็ว เช่น สนประดิพัทธ์ และยูคาลิปตัสกันแล้วหลายแสนไร่
ปัญหาสำคัญที่สุดในการปลูกสวนป่า โดยใช้พื้นที่อันกว้างใหญ่นี้ก็คือ ที่ดินที่จะใช้ปลูกจะได้มาจากที่ไหน ปัญหาเรื่องนี้ อาจแก้ไขด้วยการที่รัฐจะต้องรีบเร่งสำรวจจำแนกประเภทและสมรรถนะของที่ดิน ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินได้ดำเนินการมาบ้างแล้วให้จริงจังขึ้น เพื่อที่จะได้ทราบและกำหนดให้เป็นการแน่นอนลงไปว่า ที่ดินจุดใดบริเวณใดควรสงวนไว้เพื่อการป่าไม้ การเลี้ยงปศุสัตว์ การเพาะปลูก พรรณไม้ยืนต้น หรือพืชล้มลุก บริเวณใดควรสงวนไว้เพื่อการทำเหมืองแร่ แล้วจะต้องอาศัยกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ ประมวลกฎหมายที่ดินให้ได้ที่ดินคืนมาเป็นของรัฐ และขณะเดียวกันก็
ควรมีการตรากฎหมายออกใช้บังคับให้อำนาจแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ควบคุมให้การใช้ที่ดินเป็นไปตามที่ได้จำแนกไว้โดยเคร่งครัด สำหรับที่ดินที่มีการพังทลายมาก ก็จะต้องบังคับให้ใช้วิธีเพาะปลูกที่สามารถอนุรักษ์ที่ดินและน้ำได้ด้วย
(ดูเพิ่มเติม เรื่อง การทำไม้ และเรื่อง ผลิตผลป่าไม้)
[กลับหัวข้อหลัก]