สนุก! ค้นหาตรวจหวยข่าว อีเมล์ ดูทีวีออนไลน์ ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน เล่นเกมส์ ดูทั้งหมด »
 
  เว็บไซต์    สารบัญเว็บไทย    หางาน   วิดีโอ    เพลง    ข่าว     ความรู้    ถามตอบ    ไฟล์ข้อมูล  
 
 
หาแบบละเอียด
ช่วยเหลือ


สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 5 > วิธีติดตาต่อกิ่ง
วิธีติดตาต่อกิ่ง  
 

 
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 5
 
วิธีติดตาต่อกิ่ง โดย นายสนั่น ขำเลิศ
          ในการติดตาต่อกิ่งต้นพืช  มีวิธีการต่างๆ ที่จะทำได้หลายวิธี แต่พอจะแบ่งเป็นวิธีใหญ่ๆ ได้ ๓ วิธี คือ
          ๑. การติดตา (bud grafting or budding)
          ๒. การต่อกิ่ง (grafting)
          ๓. การทาบกิ่ง (inarching or approach grafting)

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

หัวข้อ

การติดตา
          เป็นการต่อต้นพืชแบบหนึ่งที่ใช้กิ่งพันธุ์ดีเพียงตาเดียว พอจะแบ่งวิธีติดตาโดยเฉพาะวิธีที่ใช้กันทั่วๆ ไปได้ ๓ วิธี คือ

๑. การติดตาแบบตัวที  (T. budding) 
          สิ่งที่ต้องพิจารณาในการติดตาต้นพืชแบบ ตัวที 
          ๑. ต้นตอจะต้องมีเปลือกล่อนสามารถลอกเปลือกต้นตอได้ง่าย
          ๒. ต้นตอไม่ควรมีขนาดโตเกินไป ควรจะมีขนาดเท่าดินสอดำหรือมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณไม่เกิน ๑/ นิ้ว
          ๓. ไม่เป็นพืชที่มีเปลือกบาง  หรือเปลือกเปราะ หรือมีเปลือกหนาเกินไป
          ๔. เป็นวิธีที่ใช้ในการติดตาต้นพืชทั่วๆ ไปเช่น ใช้กับกุหลาบ พุทรา ส้ม เป็นต้น
          วิธีติดตาแบบตัวที
          ก. การเตรียมแผลบนต้นตอ
                    ๑. เลือกต้นตอบริเวณที่เป็นปล้องแล้วกรีดเปลือกให้ถึงเนื้อไม้เป็นรูปตัวที  (T) โดยให้หัวของตัวทีที่กรีดยาวประมาณ ๑/ นิ้ว และความยาวของตัวทียาว ๑ - ๑ ๑/ นิ้ว ทั้งนี้แล้วแต่ขนาดของต้นตอ
                    ๒. ใช้ปลายมีดแงะบริเวณหัวตัวทีให้เปลือกเผยอเล็กน้อย แล้วล่อนเปลือกของต้นตอด้วยปลายเขาที่ติดอยู่ที่ด้ามมีด
          ข. การเตรียมกิ่งพันธุ์ดี
               ๑. เฉือนกิ่งพันธุ์ดีเป็นรูปโล่ให้ติดเนื้อไม้เล็กน้อย ในกรณีที่พืชนั้นมียางควรจะลอกเนื้อไม้ทิ้งเพื่อให้มีบริเวณของการเกิดรอยต่อมากขึ้น
          ค. การสอดกิ่งพันธุ์ดีบนต้นตอ
                    ๑. สอดแผ่นตาลงบนแผลรูปตัวทีที่เตรียมไว้  แล้วค่อยๆ กดแผ่นตาลงไปในแผลให้สนิท และลึกราว ๑/ นิ้ว เหนือตา
                    ๒. ถ้าเปลือกแผ่นตายังเหลือเลยหัวตัวทีให้ตัดส่วนที่เหลือออกพอดีกับหัวตัวที
                    ๓. ใช้ผ้าพลาสติกที่ตัดเป็นชิ้นขนาดกว้าง๑-๑.๕ ซม. ยาวราว ๒๐-๒๕ ซม. พันทับแผ่นตาให้แน่น และควรพันจากข้างล่างขึ้นข้างบน
                    ๔. หลังจาก ๑๐ วัน จึงตรวจ ถ้าตาใดยังสดก็แสดงว่าติด จึงเปิดผ้าพันตาแล้วพันใหม่ให้คร่อมตา

๒. การติดตาแบบชิพ (chip budding)  
          สิ่งที่ต้องพิจารณาในการติดตาแบบชิพก็คือ
          ๑. เป็นวิธีที่ใช้ในการติดตาต้นพืชที่ลอกเปลือกไม่ได้  เป็นพืชที่มีเปลือกบางหรือเปลือกหนาหรืออยู่ในระยะพักตัว
          ๒. มักใช้กับพืชที่ไม่มียาง และมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของต้นตอประมาณ ๒/ - ๑/ นิ้ว
          ๓. มักใช้ในการติดตา องุ่น ชบา ฯลฯ
          วิธีติดตา ปฏิบัติดังนี้ (modified chip)
          ก. การเตรียมแผลบนต้นตอ
                    ๑. เลือกต้นตอที่เปลือกติด หรือที่ชะงักการเจริญ
                    ๒. เฉือนต้นตอเฉียงลงให้เข้าเนื้อไม้เล็กน้อย และยาวประมาณ ๑ นิ้ว
                    ๓. เฉือนตัดขวางให้จดโคนแผลที่เฉือนครั้งแรก โดยให้รอยเฉือนนี้ทำมุม ๔๕° กับลำต้นแล้วแกะชิ้นส่วนของพืชที่เฉือนออก
          ข. การเตรียมกิ่งพันธุ์ดี
          เฉือนแผ่นตาบนกิ่งพันธุ์ดีให้มีความยาวเท่ากับรอยแผลที่เตรียมบนต้นตอ โดยกะให้ตาอยู่ตรง
กลางพอดี
          ค. การสอดแผ่นตา
                    ๑. ประกบแผ่นตาบนต้นตอ โดยให้เยื่อเจริญด้านใดด้านหนึ่ง หรือทั้งสองด้านสัมผัสกับเยื่อเจริญของต้นตอ
                    ๒. ใช้ผ้าพลาสติกพันตา เช่นเดียวกับการติดตาแบบตัวที

๓. การติดตาแบบเพลท (Plate budding)
          สิ่งที่ต้องพิจารณาในการติดตาแบบเพลท คือ
          ๑. มักใช้กับต้นตอที่มีขนาดโต คือ มีเส้นผ่านศูนย์กลางราว ๑/ - ๑ นิ้ว
          ๒. ต้นตอต้องลอกเปลือกได้หรือมีเปลือกล่อน
          ๓. เป็นพืชที่มีเปลือกหนาและเหนียวพอสมควร
          ๔. นิยมใช้กับพืชมียาง  เช่น  มะม่วง  ขนุนยางพารา หรือพืชบางชนิดที่เกิดเนื้อเยื่อช้า  เช่นมะขามหรือน้อยหน่า เป็นต้น
          วิธีติดตาแบบเพลท
          ก. การเตรียมแผลบนต้นตอ
                    ๑. เลือกต้นตอบริเวณที่จะทำแผลให้เป็นปล้องที่เรียบและตรง
                    ๒. กรีดเปลือกต้นตอถึงเนื้อไม้เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าฐานเปิดดังภาพ
                    ๓. เผยอเปลือกต้นตอออกจากเนื้อไม้  ทางด้านบนหรือด้านล่างของรอยกรีด แล้วลอกเปลือก ขึ้นหรือลงตามรอยกรีดที่เตรียมไว้แล้ว
          ข. การเตรียมกิ่งพันธุ์ดี
          เฉือนแผ่นตากิ่งพันธุ์ดีให้เป็นรูปโล่ ยาวประมาณ ๑ นิ้ว แล้วแกะเนื้อไม้ออก
          ค. การสอดแผ่นตาบนแผลของต้นตอ
                    ๑. ประกบแผ่นตาลงบนแผลของต้นตอ  จัดแผ่นตาให้อยู่กลางแผลแล้วประกบแผ่นเปลือกของต้นตอทับแผ่นตา แต่ถ้าใช้ตาอ่อนจะต้องตัดแผ่นเปลือกต้นตอตอนบนออก ๓ ส่วนเหลือไว้ ๑ ส่วน
                    ๒. พันผ้าพลาสติกเช่นเดียวกับการติดตาแบบตัวทีหรือแบบชิพ และต้องใช้พลาสติกใส เมื่อใช้ตาอ่อน
[กลับหัวข้อหลัก]

แผ่นตาที่ติดเรียบร้อยแล้ว


เฉือนแผ่นตาในกิ่งพันธุ์ดี


สอดแผ่นตาบนแผลต้นตอ


เฉือนกิ่งพันธุ์ดี


ประกบแผ่นตาลงบนแผลของต้นตอ

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การต่อกิ่ง
          การต่อกิ่ง  คือ การต่อต้นพืชโดยใช้กิ่งพันธุ์ดีที่มีตามากกว่า ๑ ตาขึ้นไป แบ่งประเภทของการต่อกิ่งตามตำแหน่งที่ทำการต่อออกเป็น ๓ แบบ คือ
          ๑. การต่อราก (root grafting) คือ การนำเอากิ่งพันธุ์ดีมาต่อกับรากของต้นพืชโดยตรง ซึ่งรากที่นำมาต่อนั้น อาจจะเป็นรากทั้งหมด (whole root)  หรืออาจเป็นท่อนราก (piece root) ก็ได้ เป็นวิธีที่ใช้กันทั่วไปในการต่อไม้ผลเมืองหนาว เช่น แอปเปิ้ล และแพร์ และโดยทั่วๆ ไปมักจะใช้รากต้นพืชที่เพาะจากเมล็ด และเมื่อจะต่อมักจะขุดรากที่กำลังอยู่ในระยะพักตัวมาต่อในโรงเรือน  เรียกการต่อ กิ่งแบบนี้ว่า เบนซ์กราฟท์ (bench graft)
          ๒. การต่อต้นตอคอดิน (crown grafting) คือ การนำกิ่งพันธุ์ดีมาต่อบนต้นตอในระดับคอดิน (crown) เป็นวิธีที่นิยมใช้ในการเปลี่ยนพันธุ์องุ่นที่มี อายุมากๆ ให้เป็นพันธุ์ใหม่ที่ต้องการ
          ๓. การต่อยอด  (top  grafting)  คือการนำกิ่งพันธุ์ดีมาต่อบนต้นตอเหนือระดับผิวดิน รวมทั้งการต่อต้นพืชเหนือระดับผิวดินมากๆ และเป็นต้นพืชที่มีขนาดโต ซึ่งมักจะให้ผลแล้ว เรียกการต่อเช่นนี้ว่าการต่อเปลี่ยนยอด (top working) 

          สำหรับวิธีต่อกิ่งโดยทั่วไป ส่วนใหญ่มักเป็นการต่อกิ่งแบบต่อยอด ฉะนั้นวิธีที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้จึงเน้นหนักเฉพาะวิธีต่อแบบต่อยอดเท่านั้น  ซึ่งมีวิธีที่ควรทราบดังนี้
          ๑. การต่อกิ่งแบบเสียบลิ่ม (cleft grafting) 
          เป็นวิธีที่นิยมใช้ในการต่อแบบต่อยอดเป็นส่วนใหญ่  สามารถต่อได้ตั้งแต่กิ่งขนาด ๑ นิ้ว ถึง ๔ นิ้ว ใช้กับพันธุ์พืชที่มีเสี้ยนเนื้อไม้ตรง กิ่งพันธุ์ดีควรเป็นกิ่งแก่ และควรต่อขณะที่พืชชะงัก  หรือหยุดการเจริญซึ่งเป็นระยะที่เปลือกไม่ล่อนจากเนื้อไม้หรือเปลือกติด โดยมีวิธีปฏิบัติดังนี้
                    การเตรียมต้นตอ
                    ๑. ตัดต้นตอให้มีบริเวณที่จะต่อเป็นส่วนของปล้องที่ตรง
                    ๒. ผ่าต้นตอให้เป็นแผลลึก ๒-๓ นิ้ว แล้วแต่ขนาดของกิ่งการเตรียมกิ่งพันธุ์ดีเฉือนโคนกิ่งพันธุ์ดีเฉียงลงให้เป็นปากฉลามทั้งสองด้าน โดยเฉือนให้มีสันด้านหนึ่งหนากว่าอีกด้านหนึ่ง
                    การสอดกิ่งพันธุ์ดี
                    ๑. เผยอรอยผ่าบนต้นตอ โดยใช้ใบมีดหรือที่เผยอรอยแผลสอดเข้าไปในรอยผ่า แล้วบิดใบมีดให้รอยผ่าเผยอออก
                    ๒. สอดโคนกิ่งพันธุ์ดี โดยเอาด้านสันหนาไว้ริมนอก แล้วจัดให้แนวเยื่อเจริญของรอยเฉือนบนต้นตอและกิ่งพันธุ์ดีทับกันด้านใดด้านหนึ่ง
                    ๓. พันด้วยผ้าพลาสติก  หรือเชือกปอแล้วอุดรอยต่อด้วยขี้ผึ้งต่อกิ่ง  และควบคุมกิ่งตาด้วยถุงพลาสติกหรือก้านกล้วย
          ๒. การต่อกิ่งแบบเสียบข้าง (side grafting) 
          การต่อกิ่งแบบนี้ มักนิยมใช้กับต้นพืชขนาดเล็กซึ่งส่วนใหญ่มักจะปลูกอยู่ในกระถาง เป็นการต่อขณะที่เปลือกยังไม่ล่อนเช่นเดียวกัน และไม่ตัดยอดต้นตอจนกว่ากิ่งที่ต่อติดเรียบร้อยแล้ว จึงตัดต้นตอและบังคับให้กิ่งพันธุ์ดีแตกตา โดยมีวิธีปฏิบัติดังนี้
                    การเตรียมต้นตอ
                    ๑. เลือกต้นตอที่มีขนาดประมาณ ๑ ซม.หรือขนาดดินสอดำ
                    ๒. เฉือนต้นตอเฉียงลงเป็นมุมราว ๓๐° ให้รอยเฉือนยาวประมาณ ๑-๒ นิ้ว และลึกเข้าในเนื้อไม้ประมาณ ๑/ ของเส้นผ่านศูนย์กลางของต้น
                    การเตรียมกิ่งพันธุ์ดี
                    ๑.  เลือกกิ่งพันธุ์ดีขนาด ๑/ ซม. ยาวประมาณ ๒-๓ นิ้ว (๕-๗ ซม.) และมีตาอยู่บนกิ่ง ๒-๓ ตา
                    ๒. เฉือนโคนกิ่งพันธุ์ดีเป็นรูปลิ่มให้มีแผลยาวประมาณ ๑-๒ นิ้ว แล้วแต่แผลบนต้นตอ
                    การสอดกิ่งพันธุ์ดี
                    ๑.  สอดกิ่งพันธุ์ดีลงบนแผลของต้นตอ โดยโน้มต้นตอไปทางด้านตรงข้ามรอยเฉือนเล็กน้อยแล้วจึงสอดกิ่งพันธุ์ดี จัดรอยเฉือนให้แนวเยื่อเจริญทับกันด้านใดด้านหนึ่ง แล้วจึงปล่อยให้ต้นตอกลับที่เดิม
                    ๒. พันด้วยพลาสติกหรือเชือก แล้วหุ้มรอยต่อด้วยขี้ผึ้งต่อกิ่ง
          ๓. การต่อกิ่งแบบเสียบเปลือก 
          เป็นวิธีที่นิยมใช้กันมากในการต่อยอดไม้ผลที่กิ่งมีขนาดโตประมาณ ๑/ - ๔ นิ้ว เป็นวิธีที่ใช้ได้ผลดีทั้งพืชที่มีเปลือกหนาและเปลือกบาง ข้อดีของการต่อกิ่งวิธีนี้ก็คือ เนื้อไม้จะไม่ถูกผ่าออกจากกันโอกาสที่รอยต่อจะเน่าหรือถูกทำลายจากเชื้อโรคจึงมีน้อย  ข้อเสียเปรียบของการต่อกิ่งวิธีนี้ก็คือจะต้องต่อขณะที่ต้นตอมีเปลือกล่อน ซึ่งจะเป็นระยะที่ต้นพืชมีการเจริญเติบโตดีเท่านั้น สำหรับวิธีต่ออาจทำได้ ๒ แบบดังนี้
                    ๑. แบบตัดยอดต้นตอ
                              การเตรียมต้นตอ
                             
๑. เลือกต้นตอที่มีเปลือกล่อน แล้วกะดูบริเวณที่จะต่อซึ่งจะต้องเรียบและตรง โดยเฉพาะได้รอยตัดตรงบริเวณที่จะต่อ ระยะ ๑-๒ นิ้ว จะต้องไม่มีข้อ
                              ๒. ตัดต้นตอให้ตั้งฉากกับกิ่งหรือต้น  แล้วกรีดเปลือกต้นตอจากหัวรอยตัดลงมาด้านโคนกิ่งให้ยาว ๑-๒ นิ้ว แล้วเผยอเปลือกต้นตอที่หัวรอยตัดเล็กน้อย  การเตรียมกิ่งพันธุ์ดีเฉือนโคนกิ่งพันธุ์ดีเป็นปากฉลาม ให้ยาว ๑-๒ นิ้ว แล้วเฉือนด้านหลังของปลายรอยเฉือนเล็กน้อย
                              การสอดกิ่งพันธุ์ดี
                              ๑. สอดปลายรอยเฉือนของกิ่งพันธุ์ดีลงบนแผลของต้นตอให้ด้านรอยเฉือนด้านยาวหันเข้าหาต้นตอ
                              ๒. กดกิ่งพันธุ์ดีลงบนแผลและรอยเฉือนจนโคนของรอยเฉือนเสมอกับหัวรอยตัดของต้นตอพอดี
                              ๓. พันด้วยพลาสติก หรือเชือก แล้วหุ้มด้วยขี้ผึ้งต่อกิ่ง
                  ๒. แบบไม่ตัดยอดต้นตอ
                              ๑. เลือกต้นตอที่เปลือกล่อน และมีขนาดค่อนข้างโต
                              ๒. กรีดเปลือกต้นตอบนบริเวณที่จะต่อเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าฐานเปิด คล้ายการติดตาแบบเพลทแต่ให้มีขนาดของรอยแผลโตกว่าขนาดกิ่งพันธุ์ดีเล็กน้อย
                              ๓. เผยอและลอกเปลือกลงมาประมาณ ๑ ๑/๒-๒ นิ้ว
                              ๔. เฉือนแผ่นเปลือกเหนือหัวรอยเฉือนเฉียงลงให้จดหัวรอยกรีดพอดี
                              การเตรียมกิ่งพันธุ์ดี
                              เฉือนกิ่งพันธุ์ดีเป็นปากฉลาม และปาดปลายด้านหลังรอยเฉือนออกเล็กน้อย เช่นเดียวกับ วิธีแรก
การสอดกิ่งพันธุ์ดี
                              ๑. ดึงแผ่นเปลือกของต้นตอที่ลอกลงมาให้เผยอออก
                              ๒. สอดกิ่งพันธุ์ดีลงบนแผลของต้นตอจนโคนรอยเฉือนเสมอกับหัวรอยเฉือนบนต้นตอพอดี
                              ๓. พับแผ่นเปลือกต้นตอทับบนกิ่งพันธุ์ดีแล้วพันพลาสติกหรือเชือกและอุดด้วยขี้ผึ้งต่อกิ่ง
[กลับหัวข้อหลัก]

ขั้นตอนการต่อกิ่งแบบเสียบลิ่ม : ผ่าต้นตอให้เป็นแผล


เฉือนโคนกิ่งสองด้านให้เป็นปากฉลาม


สอดโคนกิ่งพันธุ์ดีกับต้นตอ

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การทาบกิ่ง
          การทาบกิ่ง เป็นวิธีการติดตาต่อกิ่งเช่นเดียวกับการติดตาและการต่อกิ่ง คือ ต้นพืชที่ได้จากการทาบกิ่งจะมีส่วนยอดเป็นพันธุ์ดี  และมีรากเป็นพันธุ์ต้นตอเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การทาบกิ่งก็มีข้อแตกต่างไปจากการติดตาและการต่อกิ่งอยู่ ๒ ประการ คือ
          ก. การทาบกิ่ง เมื่อจะทาบจะต้องนำต้นตอเข้าไปหากิ่งพันธุ์ดี แทนที่จะนำกิ่งพันธุ์ดีเข้าไปหาต้นตอเหมือนการติดตาและการต่อกิ่ง
          ข. การทาบกิ่ง ทั้งต้นตอและกิ่งพันธุ์ดียังมีรากเลี้ยงต้นและเลี้ยงกิ่งอยู่ทั้งคู่  ส่วนการติดตา และการต่อกิ่งจะตัดกิ่งพันธุ์ดีจากต้นที่ต้องการมาติดหรือต่อ  จึงต้องรักษากิ่งให้มีชีวิตอยู่ได้นานที่สุดจนกว่าจะเกิดการเชื่อมกับต้นตอได้  ฉะนั้นโอกาสการติดหรือต่อได้สำเร็จจึงมีโอกาสน้อยกว่าการทาบกิ่ง

          วัตถุประสงค์ของการทาบกิ่ง พอจะแบ่งออกเป็น ๒ ประการ คือ
          ๑. การทาบกิ่งเพื่อการขยายพันธุ์
          ๒. การทาบกิ่งเพื่อเปลี่ยนพันธุ์

          สำหรับการทาบกิ่งเพื่อการขยายพันธุ์  มีวิธีการที่นิยมใช้อยู่ ๒ แบบ คือ
         
๑. การทาบกิ่งที่คงยอดต้นตอไว้  เป็นวิธีทาบกิ่งแบบประกับ (spliced-approach graft) ที่นิยมปฏิบัติกันดั้งเดิมทั่วๆ ไป  การมียอดหรือมีใบของต้นตอไว้ก็เพื่อที่จะให้ใบได้สร้างอาหารไปเลี้ยงรอยต่อให้เกิดเร็วขึ้น และแม้การทาบจะไม่สัมฤทธิผลในครั้งแรก  ก็ยังมีโอกาสที่จะทาบแก้ตัวได้ใหม่อีกโดยที่ต้นตอไม่ได้รับการกระทบกระเทือนมากนักการทาบกิ่งวิธีนี้ ข้อยุ่งยากอยู่ที่จะต้องคอยรดน้ำต้นตอขณะทาบอยู่เสมอๆ ฉะนั้นจึงไม่ใคร่นิยมทำกันในปัจจุบัน 
                    ส่วนวิธีการทาบนั้น ปฏิบัติดังนี้
                    ๑. เลือกต้นตอ  และกิ่งพันธุ์ดีให้บริเวณที่จะทาบกันมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว ๑/-๑ ซม.
                    ๒. เฉือนต้นตอบริเวณที่จะทาบกันได้สนิทและกะให้ชิดโคนต้นตอโดยเฉือนให้ลึกเข้าไปในเนื้อไม้เล็กน้อยและให้เป็นแผลยาวราว ๕-๘ ซม.
                    ๓. เฉือนกิ่งพันธุ์ดีในทำนองเดียวกันและให้มีความยาวเท่ากับแผลรอยเฉือนบนต้นตอ
                    ๔. มัดหรือพันต้นตอและยอดพันธุ์ดีเข้าด้วยกันให้แผลรอยเฉือนทับกัน โดยให้แนวเยื่อเจริญสัมผัสกันด้านใดด้านหนึ่งหรือทั้งสองด้าน
                    ๕. เมื่อแผลรอยเฉือนประสานกัน (ประมาณ ๓-๔ สัปดาห์) จึงบากเตือนทั้งต้นตอและกิ่งพันธุ์ดี
                    ๖. หลังจากบากเตือนได้ ๑-๒ สัปดาห์ ตัดโคนกิ่งพันธ์ดีออกจากต้นแม่
          ๒. การทาบกิ่งแบบตัดยอดต้นตอออก การทาบกิ่งวิธีนี้ เป็นวิธีที่เปลี่ยนแปลงมาจากการทาบกิ่งแบบมียอดต้นตอ  โดยการปาดยอดต้นตอออกเพื่อป้องกันการคายน้ำจากต้น   พร้อมกันนั้นก็จะมัดปากถุงปลูกของต้นตอ มิให้น้ำหรือความชื้นจากเครื่องปลูกระเหยออกข้างนอกได้  การทาบกิ่งวิธีนี้สะดวกที่ไม่ต้องรดน้ำให้ต้นตอจนกว่าจะตัดกิ่งที่ติดเรียบร้อยแล้วมาปลูก ฉะนั้นจึงสามารถทำได้ตลอดปี และถ้าใช้เครื่องปลูกต้นตอที่มีน้ำหนักเบาๆ แล้วจะสามารถผูกต้นตอติดกับกิ่งพันธุ์ดีได้ โดยไม่ต้องใช้ไม้พยุงหรือผูกค้ำต้นตอ 
                    สำหรับวิธีการทาบ ปฏิบัติดังนี้
                    ๑. เลือกต้นตอที่มีขนาดต้นประมาณดินสอดำหรือเล็กกว่าเล็กน้อย
                    ๒. ตัดต้นตอให้เหลือยาวประมาณ ๓-๖ นิ้วริดใบที่เหลือออกให้หมด
                    ๓. รดน้ำดินปลูกให้ชื้นแล้วนำขึ้นห่อหรืออาจสวมถุงพลาสติกทับอีกชั้นหนึ่ง แล้วมัดปากถุงปลูกให้แน่น
                    ๔. นำต้นตอขึ้นทาบกับกิ่งพันธุ์ดี  โดยเลือกกิ่งพันธุ์ดีให้มีขนาดใกล้เคียงกัน
                    ๕. ทำแผลบริเวณโคนกิ่งพันธุ์ดีที่เลือกไว้โดยเฉือนกิ่งเป็นรูปโล่ให้ยาวประมาณ ๕-๘ ซม.
                    ๖. ปาดปลายกิ่งต้นตอเป็นปากฉลามให้มีความยาวประมาณ ๕-๘ ซม. เช่นเดียวกัน
                    ๗. นำต้นตอขึ้นทาบกับกิ่งพันธุ์ดี ให้รอยเฉือนทับกันและจัดให้แนวเยื่อเจริญของทั้งสองทับกันด้านใดด้านหนึ่ง  แล้วมัดด้วยพลาสติกให้แน่น และตรึงต้นตอให้อยู่กับที่
                    ๘. มัดหรือตรึงกิ่งพันธุ์ดีกับต้นตอให้แน่นและอุดรอยแผลด้วยขี้ผึ้งต่อกิ่ง
                    ๙. ปล่อยไว้จนแน่ใจว่ากิ่งพันธุ์ดีติดกับต้นตอได้ หรือจนรากของต้นตอเจริญได้ดีพอจึงตัดโคนกิ่งพันธุ์ดีใต้รอยต่อ
[กลับหัวข้อหลัก]

ขั้นตอนการทาบกิ่งแบบตัดยอดต้นตอออก


ตัดต้นตอให้ตั้งฉากกับลำต้น

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
การบังคับตา

          การบังคับตา ไม่ว่าจะเป็นการติดตา หรือต่อกิ่ง โดยเฉพาะการต่อกิ่งบางวิธีที่ไม่ได้ตัดยอดต้นตอออก ตาที่ติดหรือกิ่งตาที่ต่อนั้น แม้จะติดหรือต่อได้สำเร็จถ้าทิ้งไว้ในลักษณะเช่นนั้นตลอดไป  ตาหรือกิ่งที่ติดไว้แล้วก็จะไม่มีโอกาสเจริญเป็นต้นหรือเป็นกิ่งขึ้นมาได้  จะต้องมีการทำให้ตาเหล่านั้นเจริญเป็นกิ่งหรือเป็นต้นขึ้นด้วย และเรียกวิธีเช่นนี้ว่า "การบังคับตา"
โดยธรรมชาติในต้นพืชทั่วๆ ไป  จะมีตาอยู่ ๒ ชนิด คือ ตายอด (terminal-bud)  และตาข้าง (lateral bud) ปกติตาที่อยู่บนต้นพืชจะพยายามแย่งกันเจริญ  แต่ถ้ามีตาใดเจริญมาก ตาอื่นๆ จะเจริญน้อยลงหรืออาจหยุดเจริญและเป็นธรรมชาติของต้นพืชทั่วๆ ไปเช่นเดียวกันที่ตายอดจะเจริญได้ดีกว่าตาข้าง  และแม้แต่ตาข้างด้วยกัน  ตาที่อยู่บนๆ หรือสูงสุดจะเจริญได้ดีกว่าตาที่อยู่ต่ำกว่า  (ในกรณีที่ตัดตายอดออก)  ทั้งนี้เพื่อที่จะแย่งตำแหน่งการเป็นตายอด   ซึ่งจะได้ทำหน้าที่ควบคุมการเจริญของตาข้างอื่นๆ ได้ การที่ตายอดเจริญได้ดีกว่าตาข้าง หรือตาบนเจริญได้ดีกว่าตาล่างที่อยู่  ต่ำๆ กว่านี้ เป็นเพราะอิทธิพลของฮอร์โมนที่มีอยู่บนตายอด  หรือตาบนนั่นเอง ด้วยเหตุนี้จึงต้องมี การบังคับตา  โดยทำให้อิทธิพลของฮอร์โมนที่มีอยู่หมดไป  ตาหรือกิ่งที่ติดอยู่บนต้นตอซึ่งเปรียบเสมือนเป็นตาข้างของต้นตอนั้น จะได้มีโอกาสเจริญเป็นต้นหรือกิ่งต่อไปนั่นเองการทำให้อิทธิพลของตายอดหรือตาบนหมดไปซึ่งเรียกว่าเป็นการบังคับตานั้น อาจทำได้หลาย วิธี เช่น
          ๑. ควั่นเปลือกต้นตอเหนือตา หรือกิ่งตาที่ติดหรือต่อ
          ๒. บากต้นตอเหนือตาหรือกิ่งตา
          ๓. ตัดยอดให้เหลือใบที่ต้นตอเล็กน้อยหรือเบนกิ่งหรือโน้มกิ่งไปทางด้านตรงกันข้ามกับตาที่ติดหรือกิ่งตาที่ต่อ
          ๔. ตัดต้นตอให้สั้นเหนือตาที่ติดหรือกิ่งที่ต่อการทำเช่นนี้ก็จะทำให้ตาที่ติดหรือกิ่งตาที่ต่อถูกกระตุ้นให้เจริญเป็นกิ่ง หรือเป็นต้นได้ตามที่ต้องการ

          ปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการเจริญของกิ่งพันธุ์ดี
หลังจากการบังคับตา
         
อาหารในต้นตอ เนื่องจากการเจริญของกิ่งพันธุ์ดีขึ้นอยู่กับอาหารที่มีอยู่ในต้นตอเป็นส่วนใหญ่  ดังนั้นเราจึงอาจแบ่งชนิดของต้นตอตามลักษณะของการมีอาหารได้เป็น ๒ พวก
          ๑. ต้นตออ่อน  การใช้ต้นตออ่อนซึ่งอาจเป็นต้นตอเพาะเมล็ดที่ยังมีอายุน้อยและมีขนาดเล็กอยู่หรือต้นตอตัดชำที่เพิ่งปลูกหรือพอเริ่มตั้งตัวได้แต่ก็พอจะติดตาและต่อกิ่งได้  ซึ่งต้นตอทั้ง  ๒ ประเภทนี้ยังมีความแข็งแรงไม่พอ  โดยเฉพาะอาหารสะสมภายในต้นยังมีน้อย ดังนั้นวิธีการที่จะบังคับตาบนต้นตอที่มีลักษณะดังกล่าว จึงต้องมีใบติดอยู่บนต้นตอพอสมควร เพื่อให้ใบได้ปรุงอาหารเลี้ยงตาที่เจริญออกมาให้แข็งแรง มิฉะนั้นกิ่งที่แตกออกมาจะไม่แข็งแรงพอ หรืออาจตายทั้งต้นตอ และตาที่ติดเลยก็ได้
         ๒. ต้นตอแก่  อาจเป็นต้นตอเพาะเมล็ดหรือต้นตอตัดชำที่ปลูกหรือเลี้ยงไว้นาน  อายุตั้งแต่ ๑ ปีหรือมากกว่า ทั้งนี้เพื่อให้ต้นตอได้มีระบบรากเจริญเต็มที่  มีรากหยั่งลึกและแข็งแรง  มีอาหารสะสมอยู่ตามรากและโคนต้นมาก  ต้นตอดังกล่าวนี้  หลังจากที่ได้ตรวจสอบว่าติดหรือต่อได้สำเร็จแล้ว ก็อาจบังคับตาด้วยการตัดยอดต้นตอให้ชิดตาได้เลย  โดยไม่ต้องคำนึงถึงใบบนกิ่งที่จะมาเลี้ยงยอดให้เจริญเพราะการเจริญของกิ่งพันธุ์ดีที่แตกตาออกมาในระยะนี้จะอาศัยอาหารสะสมที่มีอยู่ตามรากและตามโคนกิ่งเป็นส่วนใหญ่   ดังนั้นการบังคับตาดังกล่าวแล้วจึงสามารถทำได้ง่ายขึ้นในประเภทของต้นตอ ชนิดนี้
          โดยที่การปลูกต้นตอเพื่อใช้ขยายพันธุ์ด้วยวิธีติดตาต่อกิ่งทั่วๆ ไปมักจะทำอยู่  ๒  แบบ  คือ ปลูกต้นตอลงแปลง ซึ่งอาจจะเป็นแปลงขยายพันธุ์หรือแปลงปลูกถาวรโดยตรง และปลูกต้นตอในภาชนะหรือในกระถาง 
          การปลูกต้นตอลงแปลงมักเป็นวิธีที่ใช้ปฏิบัติกันสำหรับการขยายพันธุ์ไม้ผล  แต่ก็มีไม้ดอกหลายชนิด  เช่น  กุหลาบที่ปฏิบัติเช่นเดียวกัน  ซึ่งต้นตอที่ปลูกตามแบบนี้จะได้รับการเลี้ยงดูให้มีระบบรากที่แข็งแรงและมีอายุมากพอ ดังนั้นการบังคับตาหลังจากที่ได้ติดตาต่อกิ่งแล้ว จึงสามารถทำได้ง่ายโดยการตัดต้นตอให้เหลือสั้น
          ส่วนการปลูกต้นตอในภาชนะหรือในกระถางปลูกรวมทั้งการปลูกลงแปลงขณะที่ต้นยังไม่แข็งแรงพอ   การสะสมอาหารภายในรากหรือส่วนของโคนกิ่งจึงเกิดขึ้นน้อย ไม่เพียงพอที่จะนำมาเลี้ยงยอดของกิ่งพันธุ์ดีให้เจริญแข็งแรงได้  ดังนั้นจึงต้องบังคับตาโดยวิธีที่ให้มีใบติดอยู่บนต้นตอด้วย มักใช้กับไม้ประดับที่ปลูกในกระถาง เช่น สนชนิดต่างๆ กุหลาบและชบา เป็นต้น           
          สภาพดินฟ้าอากาศ

          เพื่อให้ตาที่ติดหรือต่อไว้เจริญได้แข็งแรง และสมบูรณ์ การบังคับตาจึงควรจะต้องเลือกฤดูหรือระยะดินฟ้าอากาศที่จะอำนวยให้ต้นพืชนั้นๆ มีการเจริญได้ดีที่สุดด้วย โดยเหตุนี้ การบังคับตาจึงไม่จำเป็นต้องกระทำทันที หลังจากที่ได้ตรวจสอบแล้วว่าติดต่อได้สำเร็จ อาจจะปล่อยไว้ในสภาพนั้นๆ ได้ระยะหนึ่ง  (๑-๓  เดือน) กิ่งหรือตาที่ติดหรือต่อได้นี้จะมีสภาพเป็นตาข้าง ซึ่งถูกควบคุมจากตายอดของต้นตอมิให้มีการเจริญเกิดขึ้นจนกระทั่งถึงระยะเวลาที่เหมาะสมที่จะบังคับตา  โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นพืชมีการเจริญได้ดีที่สุด  การบังคับตาของกุหลาบจะอยู่ในช่วงของต้นเดือนมิถุนายน กันยายน และธันวาคม

          การปฏิบัติหลังจากการบังคับตา
          สิ่งที่ต้องทำหลังจากการบังคับตาก็คือ  การปลิดตาข้างของต้นตอที่เจริญออกมาหลังจากการบังคับตาแล้ว โดยเฉพาะการบังคับตาต้นตออ่อนซึ่งยังคงเหลือใบรวมทั้งตาของต้นตออยู่เป็นจำนวนมากและมักจะทำให้เกิดความยุ่งยากแก่การปลิดตาสำหรับการปลิดตาของต้นตอนี้  จะต้องทำอยู่สัก๒-๓ ครั้ง  และจะต้องไม่ปล่อยให้ตาของต้นตอยาวจนเกินไป  ปกติจะทำทุกระยะที่ตาของต้นตอมีขนาดโตพอจับปลิดได้สะดวก หรือราวสัปดาห์ละ ๑ ครั้ง จนกระทั่งตาของกิ่งพันธุ์ดีจะเจริญพอที่จะปรุงอาหารและเลี้ยงตัวเองได้ จึงจะตัดต้นตอเหนือตาที่ติดเช่นเดียวกับการบังคับตาจากต้นตอ\แก่   ก็จะทำให้หมดปัญหาในเรื่องการปลิดตาของต้นตอในที่สุด
          การผูกยึดกิ่งพันธุ์ดีที่เจริญจากตาที่ติดก็เป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะตาที่เจริญมากๆ จะทำให้กิ่งหรือยอดมีน้ำหนักมากเกินกว่าที่รอยต่อจะทานน้ำหนักได้  ซึ่งอาจจะหักเสียหายได้ง่าย  ถ้าไม่รีบผูกหรือยึดกิ่งเสียในระยะแรกๆ แต่สำหรับไม้พุ่ม (shrub or bush) การผูกหรือยึดกิ่งอาจมีความจำเป็นน้อย  เพราะอาจแก้ไขได้ง่ายโดยการตัดยอดกิ่งพันธุ์ดีที่เจริญออกมาเมื่อกิ่งยาวได้ ๓-๕  นิ้ว  ทั้งนี้จะทำให้กิ่งที่ตัดยอดแตกเป็นพุ่มดีขึ้น  พร้อมกันนั้นก็จะช่วยให้รอยต่อแข็งแรงพอที่จะยึดกิ่งที่เจริญออกมาได้โดยไม่หักเสียหายด้วย
          นอกจากนี้ การดูแลรักษาใบของกิ่งพันธุ์ดีที่เจริญออกมาด้วยการฉีดยาป้องกันโรคแมลง ก็จะต้องทำควบคู่ไปกับการปลิดต้นตอ เพราะใบของกิ่งพันธุ์ดีในระยะนี้จะต้องรับหน้าที่ในการเลี้ยงต้นแทนใบของต้นตอ  หรืออาหารที่สะสมอยู่ในต้นตอฉะนั้นความสมบูรณ์ของใบของกิ่งพันธุ์ดีในระยะนี้จึงเป็นเครื่องที่บ่งบอกถึงความแข็งแรงของกิ่งพันธุ์ดีที่จะเจริญต่อไป   ซึ่งถ้าใบของกิ่งพันธุ์ดีถูกทำลายให้เสียหายหมดไปบ่อยๆ ก็แสดงว่าต้นพันธุ์ดีนั้นๆ จะสิ้นอายุไปในไม่ช้า


[กลับหัวข้อหลัก]

แปลงต้นตอมะม่วง


ต้นตอแก่


มะพร้าว พืชใบเลี้ยงเดี่ยวที่ไม่สามารถขยายพันธุ์ โดยวิธีติดตาต่อกิ่งได้


ส้ม พืชใบเลี้ยงคู่ซึ่งสามารถขยายพันธุ์โดยการติดตาต่อกิ่งได้

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
ขอบเขตของการติดตาต่อกิ่ง (limits of grafting)
          ขอบเขตของการติดตาต่อกิ่ง หมายถึงว่าการติดตาต่อกิ่งจะทำกับต้นพืชอะไรได้บ้าง หรือจะเอาต้นพืชใดมาติดตาหรือต่อกิ่งกับพืชใดได้บ้าง
          ในการที่จะนำพืชใดมาติดตาหรือต่อกิ่งกันได้นั้น   ก่อนอื่นจะต้องพิจารณาลักษณะการจัดเรียงของเนื้อเยื่อโดยเฉพาะเยื่อเจริญ ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการสร้างเนื้อเยื่อของต้นตอและกิ่งพันธุ์ดีให้เชื่อมต่อกัน พืชที่จะนำมาติดหรือต่อกันนั้นจะต้องมีเยื่อเจริญที่เจริญติดต่อกันได้ตลอด (vascular cambium) เมื่อเป็นเช่นนี้การติดตาหรือต่อกิ่งจึงจำกัดอยู่เฉพาะพืชใบเลี้ยงคู่และพืชจำพวกสนเท่านั้น  เพราะมีเยื่อเจริญที่เจริญติดต่อกันอยู่ระหว่างเปลือกและเนื้อไม้  ส่วนพืชจำพวกใบเลี้ยงเดี่ยวไม่สามารถที่จะติดตาต่อกิ่งกันได้ เพราะแนวเยื่อเจริญไม่เจริญติดต่อกัน แต่จะอยู่กระจัดกระจายทั่วต้น ทั้งบริเวณที่ติดกับเปลือก และบริเวณที่เป็นเนื้อไม้หรือไส้ 
          อย่างไรก็ตาม ในพืชพวกใบเลี้ยงคู่หรือพืชจำพวกสนด้วยกันก็มิใช่ว่าจะติดกันได้หมดทุกต้นทุกพันธุ์หรือทุกชนิด   ทั้งนี้จะต้องสังเกตความใกล้ชิดคือ รูปร่าง หน้าตา และนิสัยการเจริญที่ใกล้เคียงกันหรือเหมือนกัน นั่นก็คือต้นตอและกิ่งพันธุ์ดีจะต้องมีรูปร่างหน้าตา  ตลอดจนนิสัยการเจริญคล้ายกัน  จึงจะสามารถติดหรือต่อกันได้
          แต่เนื่องจากการสังเกตลักษณะตลอดจนนิสัยการเจริญเติบโตนี้  อาจจะมีความเห็นไม่ตรงกันโดยเฉพาะพืชที่ปลูกต่างแหล่งกัน  ดังนั้นเพื่อความสะดวกจึงได้ยึดถือหลักเกณฑ์ในการจัดหมวดหมู่ของพืชในทางพฤกษศาสตร์เป็นหลักในการพิจารณา ความใกล้ชิด  คือ ถ้าพืชใด เป็นต้น (clone) เดียวกันฃ พันธุ์เดียวกัน  ชนิดเดียวกัน  สกุลเดียวกันหรือตระกเดียวกันก็จะมีความใกล้ชิดทางเครือญาติที่ใกล้กันตามลำดับ  ซึ่งในการติดตาต่อกิ่งนิยมถือหลักการดังนี้
          ๑. ถ้าต้นตอและกิ่งพันธุ์ดีนั้นเป็นต้นเดียวกัน เช่น นำกิ่งที่ยอดมาติดตาหรือต่อกิ่งที่โคนต้น (same plant and same clone) หรืออยู่คนละต้นกันแต่อยู่ในต้นเดียวกัน (different plant and same clone) เช่น เอากิ่งมะม่วงอกร่องจากต้นหลังบ้านไป ติดบนต้นมะม่วงอกร่องที่ปลูกอยู่หน้าบ้านเช่นนี้ ถือว่าจะสามารถติดต่อกันได้แน่นอน
          ๒. ถ้าต้นตอและกิ่งพันธุ์ดีนั้นต่างพันธุ์กัน (different varieties) แต่อยู่ในชนิดเดียวกัน (same species) เช่นนี้ โดยทั่วไปแล้วถือว่า จะติดกันได้ง่ายเช่น  มะม่วงอกร่อง ติดบนต้นมะม่วงแก้ว ซึ่งต่างพันธุ์กัน แต่อยู่ในชนิดของมะม่วงด้วยกันคือ  Man-    gifera  indica  เช่นนี้ย่อมติดกันได้ง่าย เพราะยัง อยู่ในเครือญาติที่ใกล้ชิดกัน
          ๓. ถ้าต้นตอและกิ่งพันธุ์ดีนั้น ต่างชนิดกัน (different species) แต่อยู่ในสกุลเดียวกัน (same genus) ดังเช่นเอาส้มเขียวหวาน (Citrus reticulata) ติดบนต้นตอส้มโอ (Citrus grandis) เช่นนี้ส่วนใหญ่ จะติดหรือต่อกันได้ดี  แต่ก็อาจมีพืชบางชนิดที่ติดกันไม่ได้บ้าง เช่น เอาต้นดอนย่าสีชมพู (Mussaenda hybrida Lus Mczayzay) ติดบนต้นตอดอนย่าสีขาว (Mussaenda phillipica)  ซึ่งต้นพืชอาจจะเจริญต่อไปได้ แต่จะติดกันเฉพาะเปลือกเท่านั้น  เนื้อไม้จะไม่ เชื่อมตัวกัน  ซึ่งถือว่าติดหรือต่อกันไม่ได้  แม้ว่าดอนย่าสีชมพูจะเป็นลูกผสมของดอนย่าสีขาวก็ตามทั้งนี้เพราะอยู่ในเครือญาติที่เริ่มจะห่างไกลกัน
          ๔. ถ้าต้นตอและกิ่งพันธุ์ดีอยู่ต่างสกุลกัน (different genus) แต่อยู่ในตระกูลเดียวกัน (same family)  เช่น  เอามะม่วงซึ่งอยู่ในสกุล Mangifera ไปติดหรือต่อกับมะปรางซึ่งอยู่ในสกุล Bocea หรือ มะม่วงหิมพานต์  ซึ่งอยู่ในสกุล Anacarduim แม้ ทั้งหมดนี้อยู่ในตระกูล Anacardiaceae  ด้วยกัน แต่ส่วนใหญ่จะติดกันไม่ได้  กระนั้นก็ยังมีพืชบางชนิดในพวกส้ม  ซึ่งอาจติดได้แต่เป็นส่วนน้อย เช่น เอาส้มเขียวหวานซึ่งอยู่ในสกุล Citrus ไปติดหรือต่อกับส้มสามใบ ซึ่งอยู่ในสกุล Poncirus และอยู่ในตระกูลRutaceae ด้วยกัน
          ๕. ถ้าต้นตอและกิ่งพันธุ์ดีอยู่ต่างตระกูล (different family) กัน เช่น จะเอามะม่วงซึ่งอยู่ใน ตระกูล Anacardiaceae ไปติดหรือต่อกับส้ม ซึ่งอยู่ในตระกูล Rutaceae เช่นนี้  ไม่สามารถจะทำได้เลยในทำนองเดียวกันก็ไม่สามารถจะเอามะยมไปติดกับมะดัน เพราะมีรสเปรี้ยวเหมือนกัน หรือเอากุหลาบไปติดบนส้มเพราะมีหนามเหมือนกัน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม  การติดตาต่อกิ่งที่ถือหลักตามความใกล้ชิดในทางพฤกษศาสตร์  อาจจะผิดเพี้ยนหรือไม่ตรงตามนี้เสมอไป  ทั้งนี้เพราะการติดตาต่อกิ่งนั้นพิจารณาต้นพืชทางโครงสร้าง (anatomy) ส่วนการจัดหมวดหมู่ของพืชนั้นพิจารณาเกี่ยวกับลักษณะของเครื่องเพศ (morphology) เป็นเกณฑ์
[กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

บรรณานุกรม
• นายสนั่น ขำเลิศ

[กลับหัวข้อหลัก]
 

บทความอื่น ๆ ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ  
 
บทความอื่น ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 5 สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มอื่น
การเก็บหัวและเก็บรักษามันฝรั่ง
การเก็บหัวและรักษามันเทศ
การขยายพันธุ์พืชโดยใช้เมล็ด
การจำแนกผัก (classification of vegetables)
การเจริญเติบโตของอ้อย
การแต่งทรงต้นและการตัดแต่งกิ่ง
การเพาะเมล็ดในภาชนะเดี่ยว
ประเภทของการทำสวนผัก (types of vegetable gardening)
ผัก
อ้อย
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 5
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 9
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 15
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 16
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 22
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 24
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 25
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 27
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 28
   

ผู้สนับสนุน
สนใจลงโฆษณา คลิก!

สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 5 > วิธีติดตาต่อกิ่ง