สนุก! ค้นหาตรวจหวยข่าว อีเมล์ ดูทีวีออนไลน์ ฟังเพลง คลาสสิฟายด์ ริงโทน เล่นเกมส์ ดูทั้งหมด »
 
  เว็บไซต์    สารบัญเว็บไทย    หางาน   วิดีโอ    เพลง    ข่าว     ความรู้    ถามตอบ    ไฟล์ข้อมูล  
 
 
หาแบบละเอียด
ช่วยเหลือ


สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 5 > เผือก
เผือก  
 

 
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 5
 
เผือก โดย นายไสว พงษ์เก่า และนายโสภณ สินธุประมา
          เผือกเป็นพืชหัวชนิดหนึ่ง  ประชากรของประเทศในเขตร้อนเกือบทั่วโลกรู้จักเผือกเป็นอย่างดีบางประเทศรับประทานเผือกเป็นอาหารหลักเหมือนคนไทยรับประทานข้าวเป็นอาหารหลัก  บางประเทศรับประทานเผือกเป็นอาหารรอง  ประเทศเหล่านั้นจึงปลูกเผือกกันเป็นล่ำเป็นสัน  และถือว่าเผือกเป็นพืชเศรษฐกิจพืชหนึ่งของประเทศ  สำหรับประเทศไทย ประชาชนรับประทานเผือก  โดยประกอบเป็นอาหารคาวและทำขนม  ปริมาณการใช้ยังไม่มากเหมือนพืชชนิดอื่น จึงไม่ปลูกมาก แต่คาดว่าปริมาณการใช้เผือกจะต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามความต้องการของประชากรที่เพิ่มมากขึ้น  ประเทศไทยมีผลิตผลเผือกประมาณปีละ ๖๕,๓๕๙ ตัน (สถิติปี พ.ศ. ๒๕๑๑) คิดเป็นมูลค่าประมาณ ๖๓ ล้านบาท  ปัจจุบันประเทศไทยส่งเผือกเป็นสินค้าออก  ประเทศที่รับซื้อเผือกจากประเทศไทย ได้แก่ ฮ่องกง  ญี่ปุ่นเผือกจึงมีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประเทศไทยสามารถผลิตเผือกได้ปีละประมาณ ๖๕,๓๕๙ ตัน (สถิติปี พ.ศ. ๒๕๑๑) นับว่ายังน้อยกว่าอีกหลายประเทศ  แต่ก็คงมากกว่าอีกหลายประเทศทีเดียว  จากสถิติที่รวบรวมได้  มีประเทศผู้ผลิตเผือกมากดังต่อไปนี้

ประเทศ

ผลิตผล (ตัน)

    ไนจีเรีย (Nigeria)
    กานา (Ghana)
    แคเมอรูน (Cameroun)
    ไอวอรี่โคสท์ (Ivory Coast)
    ไทย (Thailand)
    สหสาธารณรัฐอาหรับ (UAR)
    รัฐฮาไวอิ-สหรัฐอเมริกา (Hawaii)

๑,๒๙๑,๐๐๐
   ๙๕๕,๐๐๐
   ๗๐๓,๐๐๐
   ๑๖๖,๐๐๐
     ๖๕,๓๕๙
    ๓๕,๘๐๐
     ๔,๐๐๐

 
ปริมาณการปลูกและการผลิตเผือกได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื้อที่เพาะปลูกเพิ่มจาก ๔๔,๒๓๖ ไร่ในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ เป็น ๗๙,๙๘๕ ไร่ ในปี พ.ศ.๒๕๑๑ ผลิตผลเพิ่มจาก ๓๕,๕๕๘ ตัน ในปี  พ.ศ. ๒๕๐๗  เป็น ๖๕,๓๕๙ ตัน  ในปี พ.ศ. ๒๕๑๑

ปี พ.ศ.

เนื้อที่เพาะปลูก (ไร่)

ผลิตผล (ตัน)

๒๕๐๗
๒๕๐๘
๒๕๐๙
๒๕๑๐
๒๕๑๑

๔๔,๒๗๖
๕๓,๒๙๕
๖๗,๖๖๑
๗๕,๕๓๙
๗๙,๙๘๕

๓๕,๕๕๘
๔๘,๙๐๕
๕๗,๓๕๘
๖๓,๒๑๒
๖๕,๓๕๙

          ผลผลิตหัวเผือกสดประมาณ ๑-๔ ตันต่อไร่ราคาขายส่งประมาณกิโลกรัมละ ๔.๕๐- ๕.๐๐ บาท
ราคาขายปลีกประมาณกิโลกรัมละ ๕.๐๐-๖.๐๐ บาท


[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

หัวข้อ

ประวัติความเป็นมาและแหล่งปลูก

     เผือกมีชื่อภาษาอังกฤษว่า ทาโร (Taro)นอกจากชื่อนี้ยังมีชื่ออื่นอีก คือโอลด์โคโคแยม (Old Cocoyam)  แดเชน หรือ แดชีน (Dashen หรือ Dasheen) และ เอดโด (Eddo หรือ Eddoe) เผือกมีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปเอเชียและแถบมหาสมุทรแปซิฟิก  เผือก

                            ตารางแสดงเนื้อที่ปลูกและผลิตผลเผือก ปี พ.ศ. ๒๕๑๑ แยกเป็นรายภาค

ภาค

พื้นที่ปลูก (ไร่)

ผลิตผล (ตัน)

  กลาง
  เหนือ
  ตะวันออกเฉียงเหนือ
  ใต้

๔๓,๗๙๙
   ๔,๕๑๙
๑๕,๐๘๑
๑๖,๕๘๖

๓๖,๕๖๑
   ๒,๙๔๗
๑๑,๓๒๔
๑๔,๕๒๕

รวมทั้งประเทศ

๗๙,๙๘๕

๖๕,๓๕๘

           เป็นอาหารหลักของชาวนิวกีนี เดิมที่เดียวเผือกเป็นพืชป่า ต่อมามนุษย์จึงนำเอาเผือกมาปลูกเพื่อใช้รับประทาน คนไทยรู้จักรับประทานเผือกมานานแล้วประเทศไทยในปัจจุบันมีการปลูกเผือกในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ  มีการปลูกเผือกมากที่สุดในจังหวัดในภาคกลาง ซึ่งมีเนื้อที่ปลูกมากกว่าครึ่งหนึ่งของเนื้อที่ปลูกเผือกทั้งหมดของประเทศ  จังหวัดที่ปลูกมาก ได้แก่  ราชบุรี  ประจวบคีรีขันธ์ฃ ชัยนาท สมุทรสาคร รองลงไป ได้แก่ ภาคใต้ ปลูกมากในจังหวัดสงขลา  สุราษฎร์ธานี  ชุมพร  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปลูกมากในจังหวัดบุรีรัมย์ มหาสารคาม ส่วนภาคเหนือปลูกเผือกน้อยกว่าภาคอื่นๆ ปลูกมากในจังหวัดน่านจังหวัดที่ปลูกเผือกมากที่สุดของประเทศได้ แก่จังหวัดราชบุรีมีเนื้อที่ปลูกปีละประมาณ  ๑๓,๒๓๘ไร่  ผลิตผลปีละประมาณ ๑๓,๒๓๘ ตัน (สถิติปีพ.ศ. ๒๕๑๑)

                      ตารางแสดงจังหวัดที่ปลูกเผือกมาก ๑๐ จังหวัด ในปี พ.ศ. ๒๕๑๑

ลำดับ

จังหวัด

เนื้อที่ปลูก (ไร่)

ผลิตผล (ตัน)










๑๐

            ราชบุรี
            ประจวบคีรีขันธ์
            สงขลา
            ชัยนาท
            บุรีรัมย์
            สุราษฎร์ธานี
            สมุทรสาคร
            มหาสารคาม
            ชุมพร
            น่าน

๑๓,๒๓๘
๗,๘๙๐
๔,๕๑๓
๓,๐๔๐
๒,๗๘๐
๒,๔๖๙
๒,๔๑๘
๒,๒๕๐
๒,๒๓๓
๒,๐๑๙

๑๓,๒๓๘
๕,๑๒๘
๓,๒๐๓
๑,๕๒๐
๓,๓๐๘
๓,๒๕๑
๒,๑๗๖
๑,๐๒๖
๒,๕๖๐
๕๙๗

 

รวมทั้งประเทศ

๗๕,๕๓๒

๖๓,๒๑๒


[กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
ลักษณะทั่วไป
          เผือกเป็นพืชที่มีอายุมากกว่า ๑ ปีขึ้นไป(perennial) หัวเผือกเป็นลำต้นที่เกิดอยู่ใต้ดิน ประกอบด้วยหัวใหญ่ ๑ หัว  และมีหัวเล็กๆ แตกออกรอบๆ ขนาดรูปร่างของหัว สีของเนื้อเผือก มีความแตกต่างกันออกไปตามพันธุ์  หัวใหญ่มีน้ำหนักตั้งแต่หนักกว่า ๔๕๐ กรัม ถึงหนักกว่า ๓.๕ กิโลกรัมหัวเล็กหนักตั้งแต่น้อยกว่า ๒๘ กรัม  ถึง ๔๕๐ กรัมเนื้อเผือกมีสีต่างกันตั้งแต่สีขาว  เหลือง  ส้ม  จนถึงแดงหรือม่วง
[กลับหัวข้อหลัก]

ลักษณะต้นเผือกประกอบด้วย ใบ ต้น หัว และราก

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
          เผือกมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า โคโลคาเซีย เอส-คูเบนตา (แอล) ชอตต์ (Colocacia esculenta (L) Schott)  อยู่ในตระกูลอะราเซีย (Aracea)  ที่ทราบมีเผือกอยู่กว่า  ๒๐๐ พันธุ์  ในเมืองไทยนั้นมีหลายพันธุ์เช่นกัน  พืชอีกชนิดหนึ่งทางภาคตะวันออก
เฉียงเหนือเรียกว่า  เผือก  หนังสือพรรณไม้แห่ง ประเทศไทย  เล่ม ๑ ของกรมป่าไม้เรียกว่า ลกกะเซีย (lok-ka-sia) และมีชื่ออื่นๆ  อีกเช่น ยัวเทีย (yautia) และแทนเนีย (tannia) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า แซนโทโซมา ซากิตทิโฟลเลียม (Xanthosoma sagittifollium) ลกกะเซีย เป็นเผือกหัวเล็ก เนื่องมาจากหัวที่เป็นแกนใหญ่ไม่สะสมแป้ง จึงใช้เฉพาะส่วนหัวแขนงเท่านั้น  เผือกเป็นพืชมีอายุอยู่ได้หลายฤดู  ลำต้นใต้ดินเจริญเติบโตกลายเป็นหัว และมีหัวเล็กๆ ล้อมรอบ  หัวมีขนาดและรูปร่างต่างกันออกไป ปกติต้นสูง ๐.๔-๒ เมตร ใบใหญ่เป็นรูปหัวใจ มีขนาดสีต่างๆ กัน ใบเกิดจากใต้ดิน  ดอกปกติประกอบด้วย ๒-๕ ช่อดอก อยู่ในก้านใบ ช่อดอกมีก้านยาว ๑๕-๓๐ ซม. ดอกบานทยอยกันเรื่อยๆ ดอกตัวเมียมักจะไม่มี  ดอกตัวผู้หนึ่งดอกมีก้านเกสรตัวผู้๒-๓ อัน ผลมีสีเขียว  เปลือกบาง ไม่ค่อยมีเมล็ดเท่าที่ทราบเผือกที่ปลูกในฮาวาย นิวกินี และโดมินิกัน สามารถติดเมล็ดได้
[กลับหัวข้อหลัก]
[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]
ชนิด
          เดิมทีเดียวนักพฤกษศาสตร์ได้แบ่งเผือกออกเป็น ๒ ชนิด  คือ  ซีแอนทิโควรุม (C.antiquorum)กับ ซี เอสคูเลนตา (C.esculenta)  ต่อมาเมื่อได้ตรวจลักษณะอย่างละเอียดแล้ว เขาจึงจัดเผือก ๒ชนิดเข้าไว้เป็นชนิดเดียวกัน คือ ซี เอสคูเลนตาคงแตกต่างกันที่พันธุ์เท่านั้น  ขณะนี้เผือกจึงแบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภท คือ
          ๑. ประเภทเอดโด (eddoe) ประเภทนี้ได้แก่ ซี เอสคูเลนตา วาร์ แอนทิโควรุม  (C.escu enta var. antiquorum) หรือ ซี เอสคูเลนตา วาร์ โกลบุลิเฟอรา (C. esculenta var. globulifera) ได้แก่ เผือกที่มีหัวขนาดไม่ใหญ่ และมีหัวเล็กกว่าล้อมรอบหลายหัวทุกหัวรับประทานได้ และใช้ทำพันธุ์ได้
          ๒. ประเภทแดชีน  (dasheen) ประเภทนี้ได้แก่ ซี เอสคูลนตา วาร์ เอสคูเลนตา (C.esculentavar. esculenta) ได้แก่ เผือกที่มีหัวขนาดใหญ่ และมีหัวขนาดเล็กๆ ล้อมรอบ หัวใหญ่ใช้รับประทาน ส่วนหัวเล็กมักใช้ทำพันธุ์  เผือกประเภทนี้ได้แก่เผือกหอม ซึ่งเป็นพันธุ์ที่นิยมปลูกกันโดยทั่วไปของไทยเรา

          เผือกในเมืองไทยเท่าที่มีผู้จำแนกไว้มี ๔ ชนิด ได้แก่
          ๑. เผือกหอม  เป็นชนิดหัวใหญ่  หนักหัวละประมาณ ๒-๓ กก. มีหัวเล็กติดอยู่กับหัวใหญ่เล็กน้อย ต้มรับประทานมีกลิ่นหอม กาบใบใหญ่สีเขียว
          ๒. เผือกเหลือง หัวขนาดย่อม หัวสีเหลือง
          ๓. เผือกไม้หรือเผือกไหหลำ หัวมีขนาดเล็ก
          ๔. เผือกตาแดง  ที่ตาของหัวมีสีแดงเข้มมีหัวเล็กๆ ติดอยู่รอบหัวใหญ่ เป็นกลุ่มจำนวนมากกาบใบและเส้นใบสีแดง
[กลับหัวข้อหลัก]

หัวเผือกใหญ่ซึ่งใช้รับประทาน ส่วนหัวเล็กใช้ทำพันธุ์

[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้]

บรรณานุกรม
• นายโสภณ สินธุประมา
• นายไสว พงษ์เก่า

[กลับหัวข้อหลัก]
 

บทความอื่น ๆ ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ  
 
บทความอื่น ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 5 สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มอื่น
การเกิดดอก
การขยายพันธุ์พืช
การจำแนกผัก (classification of vegetables)
การเจริญเติบโตของอ้อย
การปลูกเผือก
การแปรรูปมันสำปะหลังในประเทศไทย
การให้น้ำและระบายน้ำ
มันฝรั่ง
สาคู
แห้ว
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 1
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 3
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 5
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 9
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 11
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 14
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 17
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 18
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 21
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 27
   

ผู้สนับสนุน
สนใจลงโฆษณา คลิก!

สนุก!ความรู้ > ห้องสมุดความรู้ > สารานุกรม > สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 5 > เผือก