มีหนังสืออยู่ ๓ เล่ม ที่จะให้คำตอบแก่คุณนครได้กระจ่างที่สุด คือ หนังสือกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทย ๒ เล่ม พิมพ์โดยสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ และหนังสือดวลเพลงกลางทุ่ง จากเพลงพื้นบ้านถึงเพลงลูกทุ่ง พิมพ์โดยสมาคมกิจวัฒนธรรม แต่หนังสือ ๓ เล่มนี้หาอ่านยากสักหน่อยเพราะพิมพ์น้อย ถ้าสนใจจริง ๆ อาจถามไปที่คุณเอนก นาวิกมูล ศูนย์สังคีตศิลป์ ธนาคารกรุงเทพ สาขาผ่านฟ้า
รศ.ดร. จินตนา ดำรงค์เลิศ อธิบายวิวัฒนาการของเพลงลูกทุ่งไว้ในหนังสือกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทย เล่ม ๒ ดังนี้
“ถ้าจะพิจารณาถึงกำเนิดของเพลงลูกทุ่งแล้ว อาจกล่าวได้ว่าเพลงลูกทุ่งถือกำเนิดมาเป็นระยะเวลานานเท่ากับเพลงไทยสากลเนื่องจากแรกเริ่มเดิมทีนั้น ยังไม่มีการแยกประเภทเพลงไทยสากลออกเป็นลูกทุ่งหรือลูกกรุง ถือว่าเป็นเพลงกลุ่มเดียวกัน นักแต่งเพลงและผู้เชี่ยวชาญทางดนตรีหลายท่านในช่วงต้นล้วนแล้วแต่ไม่ประสงค์ให้แบ่งแยกเพลงไทยสากลออกเป็นเพลงลูกทุ่งและเพลงลูกกรุง
อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าในยุคแรกมีนักร้องเพลงไทยสากลที่มีชื่อเสียงกลุ่มหนึ่งนิยมร้องเพลงที่มีสาระบรรยายถึงชีวิตชาวชนบท หนุ่มสาวบ้านนาและความยากจน ชาวบ้านเรียกเพลงกลุ่มนี้ว่า 'เพลงตลาด' หรือ 'เพลงชีวิต' เป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วงเวลานี้มีนักร้องแนวเพลงตลาดอยู่หลายคนที่ แต่งเพลงเองด้วยอาทิ ไพบูลย์ บุตรขัน, ชลอ ไตรตรองสอน, พยงค์ มุกดา, มงคล อมาตยกุล, เบ็ญจมินทร์ (ตุ้มทอง โชคชนะ) สุรพล สมบัติเจริญ เป็นต้น ส่วนวงดนตรีที่เด่น ๆ ของเพลงแนวนี้ได้แก่ วงดนตรี 'จุฬารัตน์' ของมงคล อมาตยกุล วงดนตรี 'พยงค์ มุกดา' และวงดนตรี 'สุรพล สมบัติเจริญ' นับได้ว่าวงดนตรีทั้งสามนี้เป็นแหล่งก่อกำเนิดแยกตัวเป็นวงดนตรีเพลงลูกทุ่งจำนวนมากในกาลต่อมา
นักร้องที่ร้องเพลงแนวดังกล่าวในระยะต้นยังไม่เรียกกันว่า 'นักร้องลูกทุ่ง' นักร้องชายที่รู้จักชื่อเสียงกันดี เช่น คำรณ สัมบุณณานนท์, ชาญ เย็นแข, นิยม มารยาท, ก้าน แก้วสุพรรณ, ชัยชนะ บุณยโชติ, ทูล ทองใจ ฯลฯ ส่วนนักร้องหญิงที่มีชื่อเสียงเด่น ได้แก่ ผ่องศรี วรนุช, ศรีสอางค์ ตรีเนตร
เพลงลูกทุ่งแยกออกเป็นเอกเทศชัดเจนจากเพลงลูกกรุงนับตั้งแต่ ประกอบ ไชยพิพัฒน์ จัดรายการเพลงทางสถานีไทยโทรทัศน์โดยตั้งชื่อรายการว่า 'เพลงลูกทุ่ง' เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๐๗ และต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๙ มีการจัดงานแผ่นเสียงทองคำพระราชทานครั้งที่ ๒ ปรากฏว่า สมยศ ทัศนพันธ์ ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทานในฐานะนักร้องลูกทุ่งชายยอดเยี่ยม จากเพลงชื่อ 'ช่อทิพย์รวงทอง' (ในการจัดงานครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๗ ยังไม่มีเพลงลูกทุ่งส่งเข้าประกวด)
ผู้ที่ทำให้เพลงลูกทุ่งพุ่งผงาดอยู่ในความนิยมของวงการเพลงด้วยลีลาและรูปแบบเฉพาะตนคือ สุรพล สมบัติเจริญ ซึ่งแต่งเพลงร้องเองเป็นส่วนใหญ่ เขาเริ่มชีวิตการร้องเพลงจากกองดุริยางค์ทหารอากาศ สุรพล ชอบใช้เพลงจังหวะรำวงในเพลงที่เขาแต่ง ผลงานเพลงของเขามีลีลาสนุกสนานครึกครื้นเป็นส่วนใหญ่เช่น เพลง 'เสียวไส้' 'ของปลอม' ฯลฯ ยุคของสุรพล สมบัติเจริญอาจกล่าวได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่เพลงลูกทุ่งพัฒนามาถึงจุดสุดยอดเป็นยุคทองของเพลงลูกทุ่งอยู่ระหว่าง ปี พ.ศ. ๒๕๐๖-๒๕๑๓ เป็นช่วงเวลาที่มีผลงานเพลงลูกทุ่งออกมาเป็นจำนวนมากมาย นักแต่งเพลงรุ่นนี้สืบทอดการแต่งเพลงมาจากครูเพลงในยุคต้น ตัวอย่างเช่น พีระ ตรีบุปผา เป็นศิษย์ของสมยศ ทัศนพันธ์ ส่วนศิษย์ของวงดนตรีจุฬารัตน์ ได้แก่ พร ภิรมย์, สุชาติ เทียนทอง และ ชาย เมืองสิงห์ นักแต่งเพลงที่สำคัญท่านอื่น ๆ มีอาทิ เพลิน พรหมแดน, จิ๋ว พิจิตร, สำเนียง ม่วงทอง, ฉลอง การะเกด, ชาญชัย บัวบังศร, สมเสียร พานทอง ฯลฯ
ในช่วงยุคทองของเพลงลูกทุ่งนี้ มีนักร้องเกิดขึ้นใหม่หลายคนนักร้องเด่นของยุคนี้ได้แก่ ไวพจน์ เพชรสุพรรณ, เพลิน พรหมแดน, พร ภิรมย์, ชาย เมืองสิงห์, ศรคีรี ศรีประจวบ ฯลฯ "สำหรับวิวัฒนาการของเพลงลูกทุ่งในยุคต่อมาจนถึงปัจจุบัน โปรดหาอ่านจากหนังสือที่ให้ชื่อไว้ข้างต้น
และหากจะถามว่า คำจำกัดความของเพลงลูกทุ่งคืออะไรในหนังสือกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทยก็ให้คำจำกัดความไว้ว่า“เพลงลูกทุ่ง หมายถึงเพลงที่สะท้อนวิถีชีวิต สภาพสังคมอุดมคติและวัฒนธรรมไทย โดยมีท่วงทำนอง คำร้อง สำเนียงและลีลาการร้องการบรรเลงที่เป็นแบบแผน มีลักษณะเฉพาะซึ่งให้บรรยากาศของความเป็นลูกทุ่ง”
เราจะเข้าใจคำจำกัดความนี้ได้ดีขึ้น เมื่อลองพิจารณาเนื้อเพลง 'มนต์รักลูกทุ่ง' คำร้องทำนอง โดย ไพบูลย์ บุตรขัน ขับร้องโดย ไพรวัลย์ ลูกเพชร
“หอมเอย...หอมดอกกระถิน รวยระรินเคล้ากลิ่นกองฟางเห็ดตับเต่าขึ้นอยู่ริมเขาท่านาง มองเห็นบัวสล้างลอยปริ่มริมบึง
อยากจะเด็ดจะดอมหอมหน่อย ลองเอื้อมมือค่อย ๆ ก็เอื้อมไม่ถึงอยากจะแปลงร่างเป็นแมลงภู่ผึ้ง แปลงได้จะบินไปถึง เคล้าเจ้าบัวตูมบัวบาน
หอมดินเคล้ากลิ่นไอฝน ครวญระคนหอมแก้มนงคราญ ขลุ่ยเป่าแผ่วพลิ้วผ่านทิวแถวต้นตาล มนต์รักเพลงชาวบ้านลูกทุ่งแผ่วมา
ได้คันเบ็ดสักคันพร้อมเหยื่อ มีน้องนางแก้มเรื่อนั่งเคียงตกปลาทุ่งรวงทองของเรานี้มีคุณค่า มนต์รักลูกทุ่งบ้านนาหวานแว่วแผ่วดังกังวาน
โอ้เจ้าช่อนกยูง แว่วเสียงเพลงมนต์รักลูกทุ่ง ซ้ำหอมน้ำปรุงที่แก้มนงคราญ"
“ข้อมูลสนับสนุนจากหนังสือ ๑๐๘ ซองคำถาม / สำนักพิมพ์สารคดี”