อุบายโบราณนั้น หลายครั้งเรานึกดูถูกอยู่ในใจว่าเก่าแก่เหลือเกิน แต่ถ้าใช้ปัญญาในทางกว้างและมองลึกซึ่งลงไปมักพบมีภูมิปัญญาชาวบ้านที่อธิบายได้ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ซ่อนเร้นอยู่ทั้งสิ้น รวมทั้งอุบายที่ห้ามขาดมาแต่ครั้งโบราณว่า จงอย่าตากผ้าข้ามคืนหรือในเวลากลางคืน
ชาวบ้านจะพูดกันเบาๆ ว่า "อย่าไปตากกลางคืนนะ มีผีกระสือ กระสือมันไปกินอะไรที่สกปรกมา แล้วจะมาเช็ดปากกับผ้านั่น"
เด็กเล็กกลัวกันลาน ผู้ใหญ่บางคนก็พลอยไปด้วย
ผีกระสือผีกระหังอะไรเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่ไม่จริงทั้งนั้น เป็นตำนานชาวบ้านที่เล่าสืบต่อกันมา แต่เรื่องเล่านี้เป็นอุบายที่สำคัญและมีส่วนจริงผสมอยู่
เหตุผลที่๑ คือการป้องกันไม่ให้ผ้าเปื่อย ผ้าสมัยก่อนเป็นผ้าทอมาจากฝ้ายเกือบทั้งนั้น ตกกลางคืนเมื่อสัมผัสกับน้ำค้างที่มีความเค็มสูง ผ้าจะเปื่อยเร็วกว่าปกติ
เหตุผลที่๒ คือเมื่อเราตากผ้าไว้ในราว ลมจะพัดจนผ้าพลิ้วปลิวไปมา สัตว์เลี้ยงของเราโดยเฉพาะหมาก็กระโดดกัดเอาผ้าลงมาเล่น จนผ้าขาดเสียหาย
เหตุผลที่ ๓ คือราวตากผ้ามักจะหลบอยู่หลังบ้านหรือในซอกในหลืบ ในเวลามืดค่ำก็เสี่ยงต่องูเงี้ยวเขี้ยวขอที่ไปแอบซ่อนตัวอยู่ ก็เลยห้ามรวมเสียเลยว่าห้ามตากผ้าข้ามคืนหรือกลางคืน
ความหวังดีแบบโบราณหลายอย่างถูกเคลือบด้วยความเชื่อแต่มักมีหลักการวิทยาศาสตร์ซ่อนเร้นอยู่ การมองภูมิปัญญาชาวบ้านให้ลึกซึ้งจนเห็นหลักการทางวิทยาศาสตร์และความมีเหตุผล เป็นการวางรากฐานวัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ในสังคมไทยได้เป็นอย่างดีโดยไม่ด่วนดูถูกกันและกัน
ที่มา วิทยาศาสตร์รอบตัว(จาก สสวท.)
http://knowledgesharing.thaiportal.net/บทความ/tabid/93/articleType/ArticleView/articleId/187/.aspx