อุบัติเหตุคนจมน้ำ
เมื่อคนจมน้ำ จะมีอาการของทางเดินหายใจอุดตัน เนื่องจากการมีน้ำอยู่ในท่อลมและหลอดลมเต็มไปหมด หน้าบวม ลิ้นบวม หายใจขัด และต่อมาก็จะหยุดหายใจ ชีพจรเต้นเร็ว เบาลง จนในที่สุดจะหยุดเต้น และตาย
วิธีการช่วยเหลือ
1. ช่วยเอาน้ำออกจากทางหายใจและกระเพาะอาหาร อาจทำได้โดย
- ใช้นิ้วล้วงคอให้อาเจียน
-ถ้าเป็นเด็กจับอุ้มพาดบ่า ให้ศรีษะห้อยลงข้างหลัง รวบขาเด็กไว้แล้วเดินเขย่าหรือวิ่งเหยาะ ๆ เพื่อให้น้ำออกมาทางปากทางจมูก
- ถ้าเป็นผู้ใหญ่ให้จับผู้ป่วยนอนคว่ำ เอามือของผู้ป่วยสอดใต้ท้อง แล้วยกมือที่สอดไว้นั้นขึ้น วิธีนี้จะทำให้น้ำถูกบีบออกจาก กระเพาะ ปอด และหลอดลม จากนั้นให้ผู้ป่วยนอนคว่ำ หันศรีษะไปข้างใดข้างหนึ่ง
2. ทำการผายปอดโดย ผู้ช่วยคุกเข่าลง เอามือวางบนซี่โครงซี่ล่าง ๆ ของผู้ป่วย แล้วกดหน้าอกด้วยน้ำหนักตัว นับหนึ่ง-สอง-สาม แล้วปล่อยตามเดิม นับอีก หนึ่ง-สอง-สาม แล้วลงมือกดอีก ทำเช่นนี้ให้ได้ 12-16 ครั้งใน 1 นาที ให้ใช้เสื้อหรือผ้าม้วน ๆ สอดไว้ในท้องผู้ป่วยด้วย
3. บางทีอาจต้องทำการผายปอดอยู่นานถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่งจึงจะได้ผล เมื่อผู้ป่วยเริ่มหายใจแล้ว ห่มผ้าหรือใส่เสื้อให้หนา ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการช๊อค จากนั้นรีบนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาขั้นต่อไป
การปฐมพยาบาลคนจมน้ำ (Drowning)
สาเหตุการจมน้ำส่วนใหญ่เกิดจากอาการหมดแรงหรือการได้รับอุบัติเหตุ ชนกระทบกระแทกกับสระน้ำ ในขณะที่มีการจมน้ำระยะแรกผู้จมน้ำจะพยายามหายใจเอาอากาศเข้าไปให้มากที่สุด แต่ส่วนใหญ่จะเกิดอาการสำลักน้ำเข้าไปในปอด หลังจากนั้นเกิดอาการหมดสติ ชักเกร็ง และหัวใจหยุดเต้นในเวลาต่อมา มีจำนวนน้อยที่ผู้จมน้ำจะมีภาวะกล้ามเนื้อกล่องเสียงหดรัดตัวปิดทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นสาเหตุการตายจากการขาดอากาศมากกว่าการตายจากการสำลักน้ำเข้าไปในปอด
พยาธิสภาพที่เกิดขึ้นภายหลังการจมน้ำ แบ่งได้ 2 ลักษณะตามชนิดของน้ำที่จม
- การจมน้ำจืด น้ำจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เลือดจางลงโดยเฉพาะระดับความเข้มข้นของโซเดียมในกระแสเลือดจะน้อยกว่าค่าปกติมาก ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะแบบที่เรียกว่าเต้นแบบสั่นพลิ้ว (ventricular fibrillation) ทำให้หัวใจหยุดเต้นและตายในที่สุด
- การจมน้ำทะเล น้ำทะเลมีปริมาณเกลือแร่มาก สามารถดึงน้ำจากเลือดเข้าสู่ปอด ผู้ที่จมน้ำมักจะตายจากภาวะปอดบวมน้ำ ( pulmonary edema) หรือหลอดลม-ปอดอักเสบ (bronchopneumonia)
การปฐมพยาบาล
1. เอาน้ำออกจากปอดและจากกระเพาะอาหารโดยวิธีพาดบ่า หรือให้นอนคว่ำและยกชายโครงทั้งสองขึ้น
2. ทำทางเดินหายใจให้โล่ง โดยวิธีจับศีรษะแหงนหน้าขึ้น ยกคางขึ้นบน (head tilt-chin lift) ล้วงเอาสิ่งแปลกปลอมออกจากปาก
3. ทำการผายปอดโดยวิธีปากต่อปาก
4. ให้ความอบอุ่น เช็ดตัวให้แห้ง
5. รีบส่งโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเกิดภาวะกรดในร่างกาย (metabolic acidosis)
6. ดูแลอย่างใกล้ชิด
ข้อควรคำนึง :
1. ขณะเข้าช่วยผู้จมน้ำอาจเกาะจนทำให้ผู้ช่วยเหลือไม่สามารถว่ายน้ำได้ จึงควรเลือกวิธีจับเฉพาะแขนผู้จมน้ำ แล้วลากเข้าหาฝั่ง
2. ถ้าพบว่าผู้จมน้ำหยุดหายใจตั้งแต่อยู่ในน้ำ ให้รีบทำทางเดินหายใจให้โล่ง และผายปอดทันที
3. ถ้าสงสัยว่าผู้จมน้ำอาจมีการบาดเจ็บของไขสันหลัง ขณะพลิกตัวและขณะเคลื่อนย้ายเข้าฝั่ง ควรทำอย่างถูกวิธี
ข้อมูลจาก www.med.cmu.ac.th