"นที ธีระโรจนพงษ์" แกนนำกลุ่มเกย์การเมืองไทยออกมาเป็นปากเป็นเสียงให้กับกลุ่มเกย์อย่างสม่ำเสมอ เขาเป็นคนแรกที่ออกมาบอกกล่าวกับสังคมว่า สิ่งมีชีวิตที่ถูกเรียกว่า "เกย์" นั้น ไม่ได้มีอาการผิดปกติ หรือ เป็นโรคจิต ตามที่มีผู้เข้าใจผิด รวมทั้งเขายังเป็นคนแรกที่ใช้คำว่า “เกย์” นำหน้าชื่อตัวเอง และล่าสุดออกมาปกป้อง "สตรีเพศ" ที่ถูกนำไปเรียกว่า "ชะนี" อีกด้วย
นที ธีระโรจนพงษ์ เกิดเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2499 ปัจจุบันอายุ 50 ปี เขาเล่าว่า เกิด และเติบโตมาในอำเภอสองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ในครอบครัวเชื้อสายจีน มีพี่สาว 3 คน พี่ชายบุญธรรม 1 คน เขาเป็นลูกชายคนสุดท้องของครอบครัว
เขาจบชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนวัดทุ่งคอกสุวรรณสาธุกิจ จากนั้นร่ำเรียนในช่วงมัธยมต้นจาก โรงเรียนมัธยมฐาน กำแพงแสน มัธยมปลายจากโรงเรียนทวีธาภิเศก จบปริญญาตรี สาขาวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ คณะแพทย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปัจจุบันกำลังศึกษาระดับปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์การเมือง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
“ชีวิตวัยเรียนของผมค่อนข้างจะตั้งใจเรียน เพราะเป็นคนมีการวางแผนชีวิต ตอนที่จะสอบเอ็นทรานต์เข้ามหาวิทยาลัยผมตั้งใจอ่านหนังสือมาก เรียกได้ว่าอ่านจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน สุดท้ายก็สามารถสอบเข้าคณะแพทย์ศาสตร์จุฬาฯ ได้ตามที่ต้องการ”
นที บอกว่า รู้ตัวว่าเป็นเด็กที่แตกต่างจากเด็กผู้ชายคนอื่นเมื่ออายุได้ 7 ขวบ เพราะชอบเล่นตุ๊กตา และการเล่นแบบเด็กผู้หญิงเขาจึงถูกล้อเลียนว่าเป็น “กะเทย”
“ในสมัยที่ผมยังเป็นเด็กเคยจำได้ว่าถูกครูตี เนื่องจากมีลักษณะอาการแสดงออกกระตุ้งกระติ้งแบบเด็กผู้หญิง ตอนนั้นทำให้ผมเริ่มปรับเปลี่ยน การเดิน การพูด และบุคลิกภาพเพื่อให้ไม่ตกเป็นเหยื่อของการรังเกียจในสังคม ซึ่งในขณะนั้นมองว่าการเป็นเด็กผู้ชายที่มีลักษณะคล้ายเด็กผู้หญิง เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้”
เนื่องจากการที่เติบโตท่ามกลางความคาดหวังของครอบครัวที่จะได้เห็นเขาทำหน้าที่ “สืบสกุล” นที จึงตกอยู่ภายใต้ความกดดันที่จำเป็นจะต้อง หาลูกสะใภ้ให้พ่อแม่ และหาน้องสะใภ้ให้กับพี่ๆ ซึ่งเขาก็พยายามที่จะทำตามกฎกติกาที่เป็นกรอบอันแน่นหนาของสังคม เขาเริ่มคบเพื่อนผู้หญิงและเชื่อว่า สักวันหนึ่ง เขาจะเลิกจากการเป็นคนรักเพศเดียวกันได้
นที บอกว่า เขาเคยมีความคิดในเรื่องการฆ่าตัวตายเพื่อต้องการหนีปัญหา การเป็นคนรักเพศเดียวกัน เขาได้พยายามที่จะเลิกเป็นเกย์ โดยการไปพบจิตแพทย์เพื่อช่วยให้เขากลับกลายมาเป็นผู้ชายชอบผู้หญิง แต่ก็ไม่ได้ผล ความพยายามฝืนใจตนเอง เพื่อที่จะเตรียมการเป็นสามีที่ดีสิ้นสุดลง โดยที่ตัวเขาเองต้องยอมแพ้ต่อเสียงเรียกร้องจากก้นบึ้งของหัวใจ และท้ายที่สุด เขาได้เลือกเส้นทางของการเดินทางไปยังดินแดนแห่งเสรีภาพ เพื่อค้นหาตัวตนอันแท้จริงของเขา นั่นก็คือการไปประเทศสหรัฐอเมริกา
นที กลับมาพร้อมกับความมั่นใจในความเป็นตัวตนที่แท้จริงของตนเองแนวความคิด “เป็นอะไรก็ได้ขอให้เป็นคนดี” ถูกนำมาใช้ในการดำเนินชีวิตมาโดยตลอด โดยเมื่อเขากลับจากอเมริกา เขาเริ่มต้นกิจกรรมเพื่อสังคมโดยเป็นอาสาสมัครของมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก และช่วยงานมูลนิธิดวงประทีป
นที ถือเป็นเกย์นักกิจกรรมคนแรกของเมืองไทย เมื่อตัดสินใจก่อตั้งทีมงานนักเต้นนักแสดงโดยใช้ชื่อว่า “เส้นสีขาว” รณรงค์ต่อต้านยาเสพติด และตามติดมาด้วยต่อต้านโรคเอดส์ในที่สุด
เขาเป็นผู้บรรยายเรื่องโรคเอดส์และปัญหาพฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่นที่ดีที่สุดคนหนึ่งในยุคนั้น ทีมงานเส้นสีขาว โดยการนำของ นที ได้ตระเวนแสดงไปทั่วประเทศ ทั้งในสถานบริการทางเพศ ในโรงเรียนในโรงงาน ในห้างสรรพสินค้า ตลอดจนได้รับเชิญให้ไปแสดงยังต่างประเทศอีกหลายแห่ง จนได้รับคำชื่นชมจาก องค์การอนามัยโลก (W.H.O.) ในฐานะกลุ่มรณรงค์ต้านภัยเอดส์ดีเด่น
นที ได้รับการเสนอชื่อ เพื่อให้ได้เป็น อโชก้า เฟลโลว์ (ASHOKA FELLOW) ซึ่งถือเป็นเกย์ที่เปิดเผยคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้ อันเป็นรางวัลที่มอบให้กับ ผู้ที่นำพาสังคมไปสู่การอยู่รอด ปลอดภัยในด้านต่างๆ
ในปี ค.ศ. 2000 นทีได้รับรางวัล ยูโทเปียอวอร์ด (UTHOPIA AWARD) ในฐานะเกย์เอเชียที่ก่อประโยชน์แก่สังคมชาวเกย์โดยรวม เขาเริ่มให้ความสำคัญกับ คำว่า “คนรักเพศเดียวกัน” โดยรณรงค์ให้เกย์เปิดเผยตนเอง และไม่ต้องปิดบังซ่อนเร้นตัวตนที่แท้จริงอีกต่อไป นทีเชื่อว่าหากเราเป็นคนดี สังคมไทยจะยอมรับเราได้ไม่ว่าเราจะมีรสนิยมเช่นใดก็ตาม
นที เริ่มได้รับการยอมรับ และได้รับเชิญให้ไปประชุมในการประชุมของกลุ่มองค์กรเกย์ต่างๆ ทั่วโลกโดยตลอด เขาเป็นเจ้าของแนวคิด “กุลเกย์” ซึ่งมีนัยยะเดียวกันกับ กุลบุตร กุลธิดา ซึ่งหมายถึงเป็น “ลูกเกย์” ที่ดีของพ่อแม่ให้เหมือนกับลูกที่ดีที่เป็นลูกชาย และลูกสาวไม่มีอะไรที่แตกต่างกัน
นที เล่าว่า ได้เน้นเรื่อง “เกย์ ต้องรักเกย์ด้วยกัน” โดยใช้สโลแกนในการต่อต้านการรักเพศหญิง และเพศชายของเกย์ว่า “เกย์ยุคใหม่ต้องเลิกหลอกผู้หญิง เลิกปิ๊งผู้ชาย” ซึ่งนับเป็นแนวความคิดใหม่ เพราะนทีเชื่อว่า นี่คือการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
“หากเกย์ยังหลอกผู้หญิง ทำตัวเป็นปลาผิดน้ำ ปัญหาการหย่าร้าง ปัญหาผู้หญิงที่ต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ ปัญหาลูกของเกย์ที่จะต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ ปัญหาลูกของเกย์ที่จะต้องเผชิญหน้ากับภาพที่พ่อของเขาถูกดูแคลนจากสังคมจะไม่มีทางบรรเทา”
นอกจากนั้น นที บอกว่า การที่เกย์ยังคงหลงชอบผู้ชายที่เป็นผู้ชายชอบผู้หญิงนั้น เป็นปัญหาสำคัญ ที่บั่นทอนชีวิต และความสงบสุขของตัวเกย์เองอย่างสิ้นเชิงเพราะท้ายที่สุด ผู้ชายก็ต้องเลิกราทิ้งเกย์ไปหาผู้หญิง ซึ่งเป็นธรรมชาติของเขา ดังนั้นการกระตุ้นให้ชาวเกย์ใช้สมองนำหัวใจ จึงกลายเป็นอีกแนวความคิดหนึ่งซึ่งถูกนำมาใช้เรียกร้องให้เกย์หันมารักชอบเกย์ด้วยกัน
ในด้านงานเรื่องสิทธิมนุษยชนนั้น นทีเป็นผู้รณรงค์อย่างจริงจังในเรื่องของสิทธิที่คนรักเพศเดียวกันควรมีควรได้ เขาเป็นผู้ที่มีส่วนทำให้กระทรวงกลาโหมลบ คำว่า “โรคจิตถาวร” ออกจากใน ส.ค. 43 หรือในเกณฑ์ทหารของกลุ่มเกย์หรือกะเทย ซึ่งเขียนกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2497 และมีแนวโน้มว่ากระทรวงกลาโหมจะแก้ไขให้สำหรับผู้ที่เคยได้ใบ ส.ค. 43 และมีคำว่า “โรคจิตถาวร” โดยกำลังพิจารณาว่า สมควรจะดำเนินการเพื่อช่วยเหลือเขาเหล่านั้นอย่างไร
นที ยังเป็นกระบอกเสียงเรียกร้องให้เปลี่ยนคำนำหน้าชื่อจากนายเป็นนางสาว หรือนางให้กับกะเทยที่ผ่าตัดแปลงเพศอย่างถูกต้องซึ่งผ่านกระบวนการยอมรับของจิตแพทย์แล้ว และยังรณรงค์เรื่องของการยอมรับ ทางกฎหมายสำหรับคู่ครองเพศเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายคู่ชีวิต ของชายกับชาย หรือหญิงกับหญิง ที่นทีมีความเห็นว่าเหมาะสมและเป็นไปได้ในสังคมไทยยุคปัจจุบัน
นทีเลือกที่จะให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องราวของเกย์โดยเขียนหนังสือ อาทิ “กว่าจะก้าวข้ามเส้นสีขาว” และ “แกะกล่องเกย์” “แม่ครับ ผมเป็นเกย์” “ถอดรหัสหัวใจเกย์” และที่กำลังจะวางตลาดนั่นก็คือ “สะดุดหนามเกย์”
นอกจากนั้นเขายังเขียนบทความตีพิมพ์ลงในนิตยสารและวารสารอีกหลายฉบับในด้านการเมือง เมื่อกลาง พ.ศ.2547 นทีพร้อมด้วยผู้ร่วมอุดมการณ์ก่อตั้งกลุ่มเกย์การเมืองไทยขึ้นเพื่อร่วมกันทำกิจกรรมการเมืองในนามของชาวเกย์
ทั้งนี้ นที ถือว่าเกย์ที่เปิดเผยตัวเองคนแรกที่ลงสมัคร ลงรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร ล่าสุดแต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง เขามีความเชื่อว่า สักวันหนึ่งคนที่เป็นเกย์ที่เปิดเผยจะเข้าสู่สภาระดับชาติได้อย่างแน่นอน
ต้นปี พ.ศ. 2549 นที และสมาชิกของกลุ่มเปิด “สายด่วนกุลเกย์” เพื่อเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำแก่บรรดาเกย์ที่ต้องการที่พึ่งตลอดจนผู้หญิงที่กำลังจะตก หรือ ตกเป็นเหยื่อของการหลอกทั้งที่ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจของเกย์ ในการที่จะใช้ชีวิตคู่ เพราะนทีและสมาชิกเชื่อว่าเกย์ที่ต้องแต่งงานกับผู้หญิงนั้นเป็นการกระทำที่ฝืนโดยธรรมชาติ และผลลัพธ์มักจะเต็มไปด้วยคราบน้ำตา และความทุกข์ระทมของทั้งผู้หญิงและตัวเกย์เอง รวมไปถึงลูกที่มักจะถูกผลกระทบของปัญหาแตกแยกของบุพการี
นที ทิ้งท้ายว่า เขาจะเป็นผู้ที่คัดค้านแนวคิดที่ว่า “หากแม้นเลือกเกิดได้คงไม่มีใครอยากเกิดมาเป็นเกย์” โดยเขายืนยันว่าถึงแม้เขาจะไม่เชื่อเรื่องการเกิดใหม่แต่เขามีความมั่นใจว่า ถ้าหากเลือกเกิดได้ เขาจะขอเลือกเกิดเป็นเกย์ทุกชาติไป เพราะตัวเขาเองไม่ได้เห็นความสำคัญของการเกิดเป็นอะไร แต่เขาให้ความสำคัญกับการเกิดมาแล้วเป็นอย่างไรมากกว่า ดังที่เขาพูดมาแต่ต้นว่า “เป็นอะไรก็ได้ ขอให้เป็นคนดี
ข้อมูลจาก : บางกอกทูเดย์ ไม่ระบุวัน ปี 2549