ความรู้ รักออกฤทธิ์ เกร็ดความรู้ สารานุกรม สารานุกรมออนไลน์ ความรู้รอบตัว ความรู้ทั่วไป พจนานุกรม เกมส์

ระบบปัสสาวะ, ระบบปัสสาวะ หมายถึง, ระบบปัสสาวะ คือ, ระบบปัสสาวะ ความหมาย, ระบบปัสสาวะ คืออะไร
| เปิดอ่าน 0 | ความคิดเห็น 0

          หน้าที่สำคัญที่สุดของไตคือขับถ่ายปัสสาวะ นอกจากนี้ยังทำหน้าที่อื่นอีก เช่น การควบคุมและการสร้าง อาจสรุป    หน้าที่ของไตได้ดังนี้
          ๑. การขับถ่ายน้ำและของเสียอื่นๆ ซึ่งเกิดจากเมแทบอลิซึมออกจากร่างกาย และที่ร่างกายได้รับเข้าไป
          ๒. การควบคุมความเข้มข้นของสารต่างๆ ในร่างกาย   คือ
                    ๒.๑ ควบคุมดุลน้ำและอิเล็กโทรไลต์ สำหรับ หน้าที่นี้นับว่าไตมีบทบาทสำคัญที่สุด
                    ๒.๒ ควบคุมดุลกรดด่าง ไตมีหน้าที่สำคัญเช่นเดียวกัน
          ๓. การสร้าง ไตช่วยสร้างสารบางอย่าง เช่น ฮอร์โมนแองจิโอเทนซิน (angiotensin)แอมโมเนีย เป็นต้น

การขับถ่ายปัสสาวะ อาจแบ่งได้เป็น ๒ ตอน คือ
          ก. การเกิดปัสสาวะ (urine formation)
          ข. การถ่ายปัสสาวะ (micturition)

          การเข้าใจกลไกของการขับถ่ายปัสสาวะขึ้นอยู่กับความรู้ในลักษณะทางกายวิภาคของไต ไตประกอบด้วยหน่วยไต(nephron)ซึ่งเป็นหน่วยเล็กที่สุดที่ทำหน้าที่ได้ ไตข้างหนึ่งมีหน่วยไตประมาณ ๑ ล้านอัน แต่ละหน่วยไตประกอบด้วยโกลเมอรูลัสซึ่งทำหน้าที่กรองเลือดโดยมีหลอดเลือดฝอยโกลเมอรูลาร์ นำเลือดมากรองผ่านเยื่อหุ้มซึ่งเรียกว่า แคปซูลบาวมัน(Bowman's capsule)ได้สารน้ำออกมา แล้วจึงปล่อยลงไปในหลอดไตฝอย (renal tubule) ซึ่งจะทำหน้าที่ดูดสารบางอย่างกลับและขับถ่ายสารบางอย่างออกไป รวมทั้งเปลี่ยนแปลงส่วนประกอบของปัสสาวะให้เหมาะสม หลังจากนั้นจะเทเข้าสู่หลอดไตรวม(collecting tubule)และท่อไตรวม (collecting duct)เพื่อเทเข้าสู่กรวยไต(renal pelvis)ไหลผ่านหลอดไต (ureter)ลงไปเก็บไว้ในกระเพาะปัสสาวะ (urinary bladder) เพื่อเตรียมถ่ายทิ้งต่อไป

          เลือดไหลผ่านไตทั้งสองข้างประมาณ ๑,๒๐๐ ลูกบาศก์เซนติเมตร/นาที (คนน้ำหนัก ๗๐ กิโลกรัม)เรียกว่า การไหลเวียนเลือดของไต (renal blood flow, R.B.F.)แต่ค่านั้นเปลี่ยนแปลงได้มาก ปริมาณเลือดที่ไหลผ่านไตคิดเป็นร้อยละ ๒๑ (๒๑-๓๐%)ของปริมาณเลือดที่ส่งออกจากหัวใจ/นาที ซึ่งเรียกว่า แฟรคชันของไต (renal fraction)


การกรองของไต
          เป็นการกรองที่ใช้ความดันกรองผ่านเครื่องกรองที่มีรูเล็กมาก การกรองเกิดจากความดันของเลือดที่ไหลมาเข้าโกลเมอรูลัสผ่านรูหลอดเลือดฝอย ซึ่งมีมากกว่าในหลอดเลือดฝอยธรรมดา ๒๕ เท่า ความดันที่ใช้กรองแท้จริงเรียกว่า ความดันกรองสุทธิ (net filtration pressure)ซึ่งน้อยกว่าความดันของเลือดที่ไหลผ่านโกลเมอรูลัสจริงๆ เพราะต้องถูกหักออกโดยความดันออสโมติกของเลือดและแรงต้านของเยื่อหุ้ม (capsular resistance)
          เยื่อหุ้มของโกลเมอรูลัสยอมให้สารต่างๆ ผ่านได้ง่าย สารใดที่มีโมเลกุลเล็กว่าโปรตีนในพลาสมา (plasma protein)จะกรองผ่านออกมาได้ (น้ำหนักโมเลกุลน้อยกว่า ๗๐,๐๐๐)

           ส่วนประกอบของน้ำกรอง (filtrate) น้ำกรองที่ออกมามีส่วนประกอบเหมือนเลือดทุกอย่าง แต่ไม่มีเม็ดเลือดแดง มีโปรตีนน้อยและถือได้ว่าเป็นไอโซโทนิก แต่ความจริงมีความดันออสโมติกต่ำกว่าเลือดเล็กน้อยเพราะโปรตีนในน้ำเลือดมีความดันออสโมติกเพียง ๑-๒ มิลลิออสโมล (เลือดทั้งหมดมีความดันออสโมติก ๒๕๘ มิลลิออสโมล)

          ไตสามารถกรองเลือดได้ ๑๒๕ ลูกบาศก์เซนติเมตร /นาที เรียกว่า อัตราการกรองผ่านโกลเมอรูลัส (glomerular filtration rate, G.F.R.) เลือดที่ไหลผ่านไต ๑,๒๐๐ ลูกบาศก์เซนติเมตร/นาที เรียกว่าการไหลเวียนเลือดของไต ถ้าคิดเป็นพลาสมาจะได้ประมาณ ๖๕๐ ลูกบาศก์เซนติเมตร/นาที ซึ่งเรียกว่า การไหลเวียนพลาสมาของไต (renal plasma flow, R.P.F.) 
          อัตราส่วนระหว่าง อัตราการกรองผ่านโกลเมอรูลัส กับการไหลเวียนพลาสมาของไต เรียกว่า เศษส่วนของการกรอง (filtration fraction)มีค่าประมาณร้อยละ ๒๐

การดูดซึมกลับและขับออกที่หลอดไตฝอย

          หน้าที่ของหลอดไตฝอย ในการดูดหรือขับสารบางอย่างไป เรียกว่า การขนส่งด้วยหลอดไตฝอย (tubular transportation)ซึ่งแบ่งได้เป็น ๒ อย่าง คือ 
          ก. การดูดซึมด้วยหลอดไตฝอย (tubular reabsorption)คือ การดูดสารต่างๆ ที่กรองออกมาในหลอดไตกลับเข้าร่างกาย  ซึ่งไตทำหน้าที่นี้เป็นส่วนใหญ่
          ข. การคัดหลั่งด้วยหลอดไตฝอย (tubular secretion)คือการขับสารบางอย่างที่หลอดไตฝอยสร้างขึ้นออกไป  ถ้าหลอดไตฝอยขับออกไปโดยไม่ได้สร้างขึ้นเอง บางที่เรียกว่า การคัดถ่ายด้วยหลอดไตฝอย (tubular excretion)

กลไกการขนส่งสารต่างๆ ผ่านหลอดไต

          การขนส่งแบ่งได้เป็น ๒ อย่าง คือ
          ก. กลไกแอ็กทีฟ เซลล์ของหลอดไตฝอยมีกลไกขนส่ง โดยใช้พลังงาน เช่น การขนส่งน้ำตาลกลูโคส
          ข. กลไกพาสซีฟ โดยอาศัยขั้นต่างในความเข้มข้นของสาร เป็นต้น
 
          การดูดกลับและการขับสารต่างๆ มีกลไกดังนี้
           ๑. โปรตีน ในวันหนึ่งโปรตีนจะกรองออกมาได้มากถึง ๓๐ กรัม ถ้าโปรตีนไม่ถูกดูดกลับเข้าไป ร่างกายจะเสียโปรตีนไปอย่างมาก ตามความเป็นจริงแล้วร่างกายจะดูดโปรตีนกลับเข้าไปหมด แต่เนื่องจากโมเลกุลของโปรตีนใหญ่ จะใช้วิธีธรรมดาไม่ได้ ต้องใช้วิธีที่เรียกว่า  ไพโนไซโตชีส (pinocytosis) คือโปรตีนจะไปติดกับเยื่อหุ้มเซลล์ แล้วถูกเยื่อหุ้มเซลล์หุ้มเอาไว้ จากนั้นจะถูกย่อยและขนส่งผ่านผนังเซลล์ได้ สำหรับกรดอะมิโนที่ถูกกรองออกมาจะถูกดูดกลับหมดที่หลอดไตฝอยส่วนต้นด้วย
          ๒. กลูโคส กลูโคสที่กรองออกมา จะถูกดูดกลับหมดที่หลอดไตฝอยส่วนต้น เชื่อว่าการดูดกลับโดยอาศัยเอนไซม์ฟอสฟอรีเลส (phosphorylase) คือจะรวมเป็นกลูโคส -๖-ฟอสเฟต (glucose-6-phosphate) เมื่อเข้าไปในเซลล์แล้วจะปล่อยฟอสเฟตออกมาเกินจำนวนของเอนไซม์ที่มีอยู่ ความสามารถของไตที่จะดูดกลูโคสได้ ในชาย ๓๗๕ มิลลิกรัม/นาที และในหญิง ๓๕๐ มิลลิกรัม/นาที
          ๓. สารที่เป็นผลจากเมแทบอลิซึม ร้อยละ ๔๐ ของยูเรียถูกดูดกลับตลอดทางเดินของหลอดไตฝอย  ส่วนครีเอตินีนไม่ถูกดูดโดยหลอดไตฝอย หากยังถูกขับออกมาบ้างที่หลอดไตฝอยส่วนต้น จึงทำให้ครีเอตินีนที่ขับออกมาในปัสสาวะมีปริมาณเพิ่มจากที่กรองออกมาอีกร้อยละ ๒๐
          ๔. อิเล็กโทรไลต์ มีกลไกการขนส่งผ่านหลอดไตฝอย คือ โซเดียมที่กรองออกมาจะถูกดูดกลับที่หลอดไตฝอยส่วนต้นประมาณร้อยละ ๙๐ โดย กลไกแอ็กทีฟอีกร้อยละ ๑๐ ถูกดูดกลับที่หลอดไตฝอยส่วนปลาย โดยการสร้างโพแทสเซียมออกมาแลกเปลี่ยนร้อยละ ๙ อีกจำนวนเล็กน้อยเพียงร้อยละ ๑ ถูก  ดูดกลับโดยแลกเปลี่ยนกับไฮโดรเจนไอออนที่หลอดไตฝอยสร้างขึ้น
 
การดูดซึมน้ำกลับ

          มีกลไกแยกได้เป็น ๒ ตอน คือ
          ก. ที่หลอดไตฝอยส่วนต้น (proximal tubule)น้ำที่กรองออกมาจะถูกดูดกลับที่หลอดไตฝอยส่วนต้นประมาณร้อยละ ๘๕ โดยกลไกพาสซีฟ เรียกได้ว่าเป็นการดูดซึมกลับที่จำต้องกระทำ (obligatory reabsorption) เพราะเป็นการดูดซึมกลับที่มีปริมาณคงที่ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง  ทั้งนี้เนื่องจากในหลอดไตฝอยส่วนต้น อิเล็กโทรไลต์ถูกดูดกลับเข้าโดยมีกลไกแอ็กทีฟ น้ำจึงถูกดูดตามเข้าไปด้วย ตามความดันออสโมติกเมื่อสารน้ำผ่านออกจากหลอดไตฝอยส่วนต้น จะเหลือเพียง ๑๖ ลูกบาศก์เซนติเมตร/นาที (กรองออกมาจากโกลเมอรูลัส ๑๒๕ ลูกบาศก์เซนติเมตร/นาที)และมีคุณสมบัติเป็นไฮโปโทนิค (hypotonic)เพราะน้ำไม่สามารถจะตามโซเดียมเข้าไปได้ทัน
          ข. ที่หลอดไตฝอยส่วนปลาย (distal tubule)เมื่อสารน้ำผ่านเข้าไปถึงหลอดไตฝอยส่วนปลาย ยังมีกลไกแอ็กทีฟ ที่ดูดโซเดียมกลับไปอีก แต่ปริมาณน้ำซึ่งอยู่ในหลอดไตฝอยส่วนปลายนี้จะถูกดูดซึมกลับเข้าไปได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการให้ผ่าน (permeability) ของผนังเซลล์ ซึ่งขึ้นอยู่กับฮอร์โมน เอดีเอ็ช(antidiuretic hormone, ADH) การดูดน้ำที่หลอดไตฝอยส่วนปลายนี้ เปลี่ยนแปลงได้ซึ่งเรียกว่า การดูดซึมกลับโดยสมัคร (facultative reabsorption)ตามปกติน้ำจะถูกดูดที่หลอดไตฝอยส่วนปลายอีกประมาณ ๑๕ ลูกบาศก์เซนติเมตร/นาที จะเหลือออกไป เป็นปัสสาวะเพียง ๑ ลูกบาศก์เซนติเมตร/นาที คือประมาณ ๑-๒ ลิตรต่อวัน

ระบบปัสสาวะ, ระบบปัสสาวะ หมายถึง, ระบบปัสสาวะ คือ, ระบบปัสสาวะ ความหมาย, ระบบปัสสาวะ คืออะไร

ร่วมเป็นแฟนเพจเรา บน Facebook..ได้ที่นี่เลย!!

บทความอื่น ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 8

สารานุกรมเล่มอื่นๆ

คำยอดฮิต

Sanook.commenu