ความรู้ รักออกฤทธิ์ เกร็ดความรู้ สารานุกรม สารานุกรมออนไลน์ ความรู้รอบตัว ความรู้ทั่วไป พจนานุกรม เกมส์

การสังคมสงเคราะห์, การสังคมสงเคราะห์ หมายถึง, การสังคมสงเคราะห์ คือ, การสังคมสงเคราะห์ ความหมาย, การสังคมสงเคราะห์ คืออะไร
| เปิดอ่าน 0 | ความคิดเห็น 0
การสังคมสงเคราะห์

          ความหมาย
          "การให้"   หรือเรียกตามศัพท์ทางวิชาการว่า "การสงเคราะห์" การสงเคราะห์เกิดมานานแล้วควบคู่ไปกับการเกิดของปัญหาและความต้องการถ้าพิจารณาดูสิ่งใกล้ตัวโดยเฉพาะครอบครัว  จะพบว่า บิดามารดาจะปรึกษาหารือกันเมื่อมีปัญหาเช่นเดียวกับบุตรจะปรึกษาหารือกับบิดามารดาเมื่อมีปัญหา เพื่อนบ้านจะให้การช่วยเหลือซึ่งกันและกันเมื่อมีปัญหา รวมทั้งคนในชาติจะช่วยเหลือคนในชุมชนเมื่อมีปัญหา เป็นต้น
          ปัญหาอาจจะเกิดกับบุคคล กลุ่ม ชุมชนหรือสังคมก็ได้
          ปัญหาเกิดจากสาเหตุหลายด้านคือ  สุขภาพอนามัย สังคม เศรษฐกิจการเมือง และอื่นๆ
          ปัญหาปัญหาหนึ่งอาจมีสาเหตุจากหลายๆด้าน ซึ่งสามารถพูดได้ว่าสาเหตุของปัญหาผูกพันกันแบบลูกโซ่ เช่น เด็กหนีโรงเรียน มีสาเหตุจากการไม่มีเงินค่าอาหาร  สาเหตุที่ไม่มีเงินค่าอาหารเพราะบิดาไม่ให้ บิดามารดาไม่ให้เงินลูกเพราะไม่มีเงิน  บิดาไม่มีเงินเพราะถูกไล่ออกจากงาน  เนื่องจากชอบดื่มเหล้า  เล่นการพนัน มีหนี้สินมากมาย ที่บิดาชอบดื่มเหล้า เพราะไม่มีความสุขในบ้าน แม่บ้านเจ็บออดๆ แอดๆ ต้องเข้าโรงพยาบาลเสมอๆ ประกอบกับบิดามีบุตรหลายคนที่ต้องหาเงินมาให้เรียนหนังสือ   บิดาชอบเล่นการพนัน เพราะคิดว่าจะเอาเงินที่ได้จากการพนันมาเลี้ยงครอบครัว พอเล่นการพนันเสียก็ต้องขอยืมเงินเพื่อน ทำให้มีหนี้สินรุงรัง  เป็นต้น จากปัญหานี้ จะเห็นว่ามีสาเหตุทั้งปัญหาทางด้านสังคม ด้านสุขภาพอนามัย และด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวข้องกันแบบลูกโซ่ การแก้ไขปัญหาควรจะทำได้ในหลายๆ วิธี ผู้ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาแล้วโดยใช้หลักทางวิชาการ เรียกว่า "นักสังคมสงเคราะห์" และผู้ที่จะรับบริการเรียกว่า "ผู้รับบริการ" "การสงเคราะห์"  หรือ "การสังคมสงเคราะห์"  มีผู้ให้ความหมายต่างๆ  กัน  โดยความเข้าใจทั่วๆ ไปแล้ว  เข้าใจว่าเป็นการช่วยเหลือ การสงเคราะห์เพื่อให้คนในสังคมมีความร่มเย็นเป็นสุขเป็นการแบ่งปันระหว่างผู้ให้และผู้รับ  ผู้ให้ได้รับความสบายใจและผู้รับก็ได้รับประโยชน์มีหลายคนเข้าใจว่า การสังคมสงเคราะห์ คือ การแจกเงิน แจกสิ่งของ  การสังคมสงเคราะห์ คือ  การกุศล ซึ่งความจริงแล้ว การสังคมสงเคราะห์มีรากฐานมาจากการกุศล    แต่การกุศลไม่ใช่การสังคมสงเคราะห์ การสังคมสงเคราะห์กับการกุศลมีข้อแตกต่างที่เห็นเด่นชัดดังตารางข้างล่างนี้ คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนางานสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ   ให้ความหมายไว้ว่า การสังคมสงเคราะห์ หมายถึงศาสตร์และศิลป์ในการป้องกัน แก้ไข  ฟื้นฟู และพัฒนาบุคคล กลุ่ม และชุมชน ทั้งที่ประสบและไม่ประสบปัญหาความเดือดร้อน ให้สามารถช่วยเหลือตนเองและสังคมได้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ทรงมีพระราชดำรัสในพิธีเปิดการประชุมการสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ  ครั้งที่  ๒ เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๐๕ ความว่า"...การสังคมสงเคราะห์นั้น  มีความหมายกว้างขวางมาก กินความถึงการดำเนินการทุกอย่างที่จะช่วยเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ หรือกลุ่มชนที่ร่วมกันเป็นสังคม เป็นชาติ และผู้ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ให้มีความสุขทั้งทางกายและจิตใจให้ได้มีปัจจัยอันจำเป็นแก่การครองชีพคือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และการบำบัดโรคภัยไข้เจ็บ ได้รับการศึกษาอบรมตามควร ตลอดจน มีความรู้ที่จะนำมาเลี้ยงชีพโดยสุจริต    เพื่อความเรียบร้อยและความเป็นปึกแผ่นของสังคม..." ฉะนั้น  จะเห็นว่า การสังคมสงเคราะห์เป็นกิจกรรมที่ทำกับคนทั้งที่มีและไม่มีปัญหา โดยอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ในการทำงาน

ตารางเปรียบเทียบลักษณะของการสังคมสงเคราะห์และการกุศล

การสังคมสงเคราะห์

การกุศล

  ๑. เป็นการช่วยเหลือในระยะยาวจนกว่าผู้รับบริการนั้นจะสามารถช่วยตนเองได้ในที่สุด
  ๒. การช่วยเหลือคำนึงถึงศักดิ์ศรีขิงผู้รับบริการ และถือว่าเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ผู้รับจะต้องได้รับการช่วยเมื่อมีปัญหา
  ๓. การดำเนินงานทำเป็นกระบวนการอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์
  ๔. อาศัยนักวิชาการสังคมสงเคราะห์หรือคนที่ได้รับการอบรม และมีประสบการณ์การทำงานด้านนี้   ๑. เป็นการช่วยเหลือเฉพาะหน้า โดยไม่สนใจว่าผู้รับจะสามารถช่วยตนเองได้หรือไม่
  ๒. เป็นการทำบุญทำกุศล มีผู้ให้ผู้รับ


  ๓. การดำเนินงานไม่เป็นกระบวนการ ไม่ต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์
  ๔. คนทั่วไปสามารถทำได้โดยไม่ต้องอาศัยนักวิชาชีพสังคมสงเคราะห์

สาระสำคัญของการสังคมสงเคราะห์
          ผู้ทำกิจกรรมการสังคมสงเคราะห์เรียกว่า "นักสังคมสงเคราะห์" นักสังคมสงเคราะห์มี ๓ ประเภท
          ประเภทที่ ๑ คือนักสังคมสงเคราะห์อาชีพ หมายถึง ผู้ที่ได้ผ่านการศึกษาทางสังคมสงเคราะห์ศาสตร์จากสถาบันการศึกษาทางสังคมสงเคราะห์จนได้ปริญญาทางด้านนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่ปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์เราก็ยังเรียก ว่า นักสังคมสงเคราะห์อาชีพ
           ประเภทที่ ๒ คือผู้อาสาปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า  "อาสาสมัครสังคมสงเคราะห์" หมายถึงผู้ที่มีความศรัทธาในการทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์ โดยไม่รับเงินเดือนหรือค่าตอบแทนใดๆ งานที่ทำเป็นงานที่ไม่เหลือความสามารถ และรับทำโดยพิจารณาตามเวลาว่างที่มี
           ประเภทที่  ๓ คือผู้ช่วยงานสังคมสงเคราะห์หมายถึงผู้ทำงานเคียงข้างนักสังคมสงเคราะห์อาชีพให้ความช่วยเหลือ เตรียมงาน และมีส่วนร่วมในการทำงาน เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของวิชาชีพคนเหล่านี้ไม่มีคุณวุฒิทางสังคมสงเคราะห์ การทำงานนั้นได้รับค่าตอบแทน
           สำหรับผู้รับบริการในงานสังคมสงเคราะห์มีหลายกลุ่มเช่นเดียวกัน ถ้าจะแบ่งกลุ่มผู้รับบริการที่ประสบปัญหาสังคมตามการปฏิบัติงานของกรมประชาสงเคราะห์   กระทรวงมหาดไทย   ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการโดยตรงที่รับผิดชอบในการดำเนินงาน    ส่งเสริมและสนับสนุนการสังคมสงเคราะห์เพื่อสวัสดิภาพ และความผาสุกของประชาชน แบ่งได้ดังต่อไปนี้
          กลุ่มเด็กและเยาวชน  ได้แก่ เด็กกำพร้าอนาถา ถูกทอดทิ้ง เร่ร่อน พิการทางร่างกายหรือจิตใจ  มีปัญหาทางความประพฤติ เด็กยากจนขาดการศึกษา  เด็กที่กระทำความผิดและศาลสั่งให้เข้ารับการฝึกอบรม
          กลุ่มสตรี ได้แก่ หญิงม่ายที่ต้องการความช่วยเหลือ โสเภณี สตรีตั้งครรภ์นอกสมรส  สตรีที่สามีต้องโทษจำคุก  สตรีที่ยากจน ขาดการศึกษาและสตรีที่มีบุตรแต่สามีไม่รับเลี้ยง
          กลุ่มหัวหน้าครอบครัว ได้แก่ หัวหน้าครอบครัวที่มีปัญหาความแตกแยก หย่าร้าง ไม่มีงานทำ ไม่มีอาชีพ และหัวหน้าครอบครัวซึ่งไม่มีที่พึ่ง (ขอทาน)
          กลุ่มคนชรา  ได้แก่  คนที่ไร้ญาติ  ไม่มีที่อยู่อาศัย  หรือคนชราที่อยู่กับครอบครัวไม่มีความสุข
          กลุ่มคนพิการ ได้แก่ คนปัญญาอ่อน   คนที่พิการทางด้านร่างกายและจิตใจ
          กลุ่มผู้ประสบสาธารณภัย  ได้แก่  ผู้ที่ประสบสาธารณภัยทุกชนิด  ผู้ที่พ้นโทษแล้วไม่มีญาติพี่น้อง   ผู้ที่ติดยาเสพติด    ผู้ที่ตายโดยไร้ญาติขาดมิตร ผู้อพยพมาจากประเทศอื่น (ผู้ลี้ภัย) ชนกลุ่มน้อยที่มีปัญหา
จุดมุ่งหมายของการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์
          ๑. เพื่อการสงเคราะห์ผู้ประสบปัญหาความทุกข์ยากเดือดร้อนที่ช่วยตนเองไม่ได้ให้สามารถช่วยตนเองได้  การให้การสงเคราะห์นี้รวมความถึงการบรรเทาและแก้ไขปัญหา การป้องกันและขจัดปัญหา การฟื้นฟู และปรับสภาพของบุคคลครอบครัว กลุ่ม และชุมชน
          ๒. เพื่อการแก้ไขปัญหาสังคม เป็นการแก้ไขปัญหาสังคมให้ลดน้อยหรือหมดไป      ปัญหาสังคมที่สำคัญซึ่งคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนางานสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ ระบุไว้มี  ๙ ปัญหาด้วยกัน ได้แก่ ปัญหาเด็กและเยาวชน ปัญหายาเสพติด  ปัญหาชุมชนแออัด  ปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ปัญหาการใช้แรงงานเด็กและแรงงานสตรี   ปัญหาคนพิการ  ปัญหาการ ขาดแคลนบริการและสวัสดิการในสังคมชนบทปัญหาครอบครัว  ปัญหาศีลธรรม วัฒนธรรมและปัญหาสุขภาพจิต
          ๓. เพื่อการพัฒนาสังคม หมายถึงการพัฒนาคนเพื่อให้ช่วยพัฒนาสังคมให้มีความเจริญก้าวหน้าสำหรับประเทศไทยในปัจจุบันนี้    ถือว่าการสังคมสงเคราะห์มีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาสังคม   กล่าวคือ   การสังคมสงเคราะห์จะช่วยให้ผู้รับบริการสามารถช่วยตนเองได้   เพื่อที่จะได้มีส่วนร่วมในการทำประโยชน์ให้แก่สังคมและประเทศชาติในที่สุด
การปฏิบัติงานของนักสังคมสงเคราะห์

          เนื่องจากนักสังคมสงเคราะห์มีหน้าที่ให้การสงเคราะห์แก่ผู้รับบริการแก้ไขปัญหาสังคมและ พัฒนาสังคม ฉะนั้น จึงมีวิธีการปฏิบัติงานเพื่อให้บรรลุถึงปรัชญาที่ว่า  ช่วยให้เขาสามารถช่วยตนเองได้ด้วยวิธีทำงานกับเขา มิใช่ทำงานเพื่อเขาเพื่อที่เขาจะได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศชาติได้  วิธีการดังกล่าว มีดังต่อไปนี้
          ๑. การทำงานกับบุคคล เรียกว่า การสังคมสงเคราะห์เฉพาะราย หรือการทำงานระดับบุคคล เป็นการทำงานกับผู้มีปัญหาเป็นรายบุคคลปัญหาดังกล่าวอาจจะเป็นปัญหาทางครอบครัวปัญหาด้านการเงิน ปัญหาด้านสุขภาพและอื่นๆ ทั้งนี้ โดยการที่นักสังคมสงเคราะห์พยายามดึงความสามารถของผู้รับบริการเป็นหลักสำคัญในการแก้ไขและป้องกันปัญหานั้นๆ
          ๒. การทำงานกับกลุ่ม เรียกว่า การสังคมสงเคราะห์กลุ่มชน หรือการทำงานระดับกลุ่มเป็นวิธีการและกระบวนการที่นักสังคมสงเคราะห์ให้ความช่วยเหลือสมาชิกกลุ่ม  ในสถาบันหรือองค์การต่างๆ แต่ละคน ให้สมาชิกมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น      มีประสบการณ์ในการพัฒนาที่ดี โดยนักสังคมสงเคราะห์ให้ความช่วยเหลือสมาชิกแต่ละคนในการพัฒนาบุคลิกลักษณะ เพื่อการพัฒนาสังคมโดยใช้ปฏิกิริยาโต้ตอบภายในกลุ่มเป็นเครื่องมือฃ
          ๓. การจัดระเบียบและการพัฒนาชุมชนเรียกว่า  การทำงานระดับชุมชน เป็นการทำงานกับชุมชนเพื่อการแก้ไขป้องกันปัญหาความเดือดร้อน ซึ่งกระทบกระเทือนถึงสวัสดิภาพและความปลอดภัยของคนในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาชีพการศึกษา สุขภาพอนามัยและอื่นๆ โดยนักสังคมสงเคราะห์จะใช้วิธีการกระตุ้นให้คนในชุมชนมองเห็นปัญหา  สาเหตุของปัญหา และร่วมมือ ร่วมแรงกันวางแผนและดำเนินการป้องกันและแก้ไข ซึ่งอาศัยทรัพยากรต่างๆ ในชุมชน   อันได้แก่ คน วัสดุอุปกรณ์ ทุนทรัพย์ แรงงานหน่วยงานต่างๆ เป็นต้น นอกจากนั้น ถ้านักสังคมสงเคราะห์พบว่าชุมชนขาดบริการหรือมีบริการไม่เพียงพอ นักสังคมสงเคราะห์ก็จะหาทางส่งเสริมหรือสนับสนุนให้คนในชุมชนนั้นร่วมกันจัดการทรัพยากรภายนอกเข้าไปเพิ่มเติม
          ๔. การวิจัยทางสังคมสงเคราะห์ คือการที่นักสังคมสงเคราะห์ศึกษาสภาพต่างๆ ในสังคมเพื่อประกอบการพิจารณาการวางนโยบาย แผนงานและโครงการต่างๆ อันช่วยบรรเทาหรือขจัดปัญหาทางสังคม ผลงานวิจัยที่เกี่ยวกับการวิเคราะห์การบริหารองค์การ จะช่วยในการแก้ไขและปรับปรุง หรือริเริ่มบริการ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน
          ๕. การบริหารงานสังคมสงเคราะห์   เป็นการบริหารองค์การทางสังคมสงเคราะห์ให้มีประสิทธิภาพสูง โดยรวมถึงการวางนโยบาย  แผนงาน และโครงการต่างๆ  เพื่อพัฒนาบุคลากรขององค์การให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์   และเป้าหมายขององค์การ  นอกจากนั้นยังรวมถึงความสามารถในการประสานงาน ร่วมมือกันทำงานกับนักวิชาชีพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
          วิธีการปฏิบัติงานในข้อ  ๑, ๒ และ ๓ รวมเรียกว่า การสังคมสงเคราะห์ระดับจุลภาค ซึ่งเป็นวิธีการให้บริการโดยตรงกับผู้รับบริการระดับต่างๆ ได้แก่ ระดับบุคคล ครอบครัว กลุ่ม และชุมชน เป็นการช่วยเหลือบุคคลแต่ละคนในฐานะเป็นปัจเจกชน หรือในฐานะสมาชิกในกลุ่มเล็กๆวิธีการให้บริการทางอ้อม มุ่งการปฏิบัติงานในระดับชุมชน หรือในระดับสังคม เพื่อที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบสังคม  รวมทั้งการยกระดับทรัพยากรในสังคมมาให้แก่บุคคลแต่ละคนภายในชุมชนอย่างเพียงพอ ฉะนั้น  จะเห็นว่าการปฏิบัติงานแบบนี้จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายนอกของสมาชิกภายในกลุ่ม


วิวัฒนาการของการสังคมสงเคราะห์ในต่างประเทศและประเทศไทย
          ในสังคมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในประเทศไทยหรือต่างประเทศ มีคนที่มีปัญหาด้วยกันทั้งสิ้นบางประเทศก็มีมากบางประเทศก็มีน้อย ดังเช่นประเทศเยอรมัน ในสมัยก่อนมีคนยากจนมากคนพวกนี้ชอบเดินทางจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่งอยู่เสมอ   ขณะที่ไปรอรถที่จะไปอีกเมืองหนึ่งไม่มีเงินพอที่จะเช่าโรงแรมอยู่ได้  ก็ต้องหาที่นอนตามสถานีรถ ซึ่งเป็นที่น่าสงสารมาก องค์การอาสาสมัครในเมืองแฮมเบิร์กและเมืองเอลเบอร์เฟลด์ได้จัดสร้างที่พักสำหรับคนเดินทางที่ยากจน  พร้อมทั้งมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานประจำและยังมีคณะกรรมการควบคุมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในที่พักนั้นด้วย   ซึ่งการให้ความช่วยเหลือคนยากจนนี้ได้ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของการสังคมสงเคราะห์ด้วย
         สำหรับประเทศอังกฤษ ได้มีการสงเคราะห์คนยากจนที่มีผลเนื่องจากการเลิกระบบทาส  โดยรัฐได้ออกกฎหมายบังคับให้วัดทำทานกับคนยากคนจนทุกวันอาทิตย์  ผู้ใดให้ทานกับคนจนนอกเหนือจากวันอาทิตย์   จะถูกปรับเป็นจำนวน  ๑๐ เท่าของเงินที่ให้ทานไป คนยากจนที่แข็งแรง รัฐจะส่งกลับไปยังภูมิลำเนาเดิมและหางานให้ทำผู้ที่หนีจะถูกเฆี่ยนตี       หรือถูกตัดหู ตัดขา ส่วนคนที่หนีกลับมาขอทานอีก  ก็จะถูกแขวนคอซึ่งเป็นการสงเคราะห์ที่โหดร้ายมาก
         ประเทศอังกฤษได้ออกกฎหมายสงเคราะห์คนจนฉบับแรกของโลกเรียกว่า อิลิซะบีแทนพัวร์ ลอว์ (Elizabethan Poor Law) เป็นกฎหมายที่แบ่งประเภทของคนจนคือ     คนจนที่มีร่างกายแข็งแรงสามารถทำงานได้ จะถูกส่งกลับไปภูมิลำเนาเดิม และหางานให้ทำ  คนจนที่เป็นคนพิการ ทำงานไม่ได้  รวมทั้งเด็กอายุไม่เกิน ๒๑ ปี   จะถูกส่งไปรับการเลี้ยงดูที่โรงทาน (Almshouse)  ส่วนเด็กกำพร้า อนาถา และอื่นๆ ก็จะถูกส่งให้เข้าไปรับการเลี้ยงดูที่โรงทานอีกเช่นเดียวกัน
          การให้การสงเคราะห์ในประเทศอังกฤษเริ่มทำเป็นระบบระเบียบมากขึ้น โดยหน่วยงานของเอกชน คือ มีการส่งคนซึ่งมีใจรักที่จะให้ความช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ซึ่งมีอาชีพต่างๆ กันออกไปศึกษาปัญหา ความต้องการของผู้มีปัญหาถึงที่บ้านพัก   จากนั้นก็นำปัญหามาพูดคุยกันเพื่อหาทางช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องต่อไปผู้ที่ออกไปศึกษาสิ่งต่างๆ เหล่านี้เรียกว่า "นักสังคมสงเคราะห์เฉพาะราย"  หรือ "นักสังคมสงเคราะห์ระดับบุคคล" และผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้บุกเบิกงานสังคมสงเคราะห์เฉพาะรายคือแมร์รี อี ริชมอนด์ (Marry E. Richmond)
         ในประเทศสหรัฐอเมริกา   มีการสงเคราะห์คนยากจนเช่นเดียวกับประเทศอังกฤษ   การสงเคราะห์ได้จัดแบ่งประเภทของผู้รับบริการคือ  ผู้รับบริการประเภทโรคจิต  คนพิการ  เด็กกำพร้าอนาถา  และคนชรา เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้การบริการเป็นไปอย่างเหมาะสม
         วิกฤตการณ์ทางด้านเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้การช่วยเหลือที่เรียกว่า   "การสังคมสงเคราะห์กลุ่มชน"หรือ "การสังคมสงเคราะห์ระดับกลุ่ม" เกิดขึ้นทั้งนี้โดยนักสังคมสงเคราะห์ให้ความช่วยเหลือสมาชิกของกลุ่มให้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น  และช่วยพัฒนาบุคลิกลักษณะของสมาชิกในกลุ่มอีกด้วยประเทศสหรัฐอเมริกาได้ตรากฎหมายว่าด้วยความมั่นคงทางสังคม อันเป็นกฎหมายที่ครอบคลุมถึงบริการให้กับคนประเภทต่างๆ ได้แก่ การประกันสังคม  ซึ่งมีการประกันการว่างงาน การประกันการชราภาพและการประกันเมื่อถึงแก่กรรม และการสาธารณูปการ  เป็นการให้ความช่วยเหลือคนตาบอด คนไร้ที่พึ่ง  และคนชราที่ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ นอกจากนั้นยังมีบริการต่างๆ ที่ให้กับเด็กพิการ รวมทั้งบริการการดูแลสุขภาพมารดาและทารก
          สำหรับประเทศไทย  ได้มีสถาบันที่มิใช่ของทางราชการ สงเคราะห์คนตกทุกข์ได้ยากมาเป็นเวลานานแล้ว  โดยเฉพาะ "วัด" นับได้ว่าเป็นศูนย์กลางของการสงเคราะห์คนทั่วไป การสังคมสงเคราะห์ที่ดำเนินการโดยรัฐบาล มีปรากฏเด่นชัดในสมัยรัชกาลที่ ๕ คือ มีการสร้างโรงพยาบาลศิริราช ใน พ.ศ. ๒๔๒๙ ซึ่งนับว่าเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกในประเทศไทย   เป็นสถานที่ช่วยคนเจ็บป่วยและยากจน สภาอุณาโลมแดงหรือสภากาชาดสยาม หรือสภากาชาดไทยในปัจจุบัน ก็ได้ตั้งขึ้นมาใน พ.ศ. ๒๔๓๖ เพื่อช่วยทหารที่บาดเจ็บจากการสู้รบกับฝรั่งเศส เรื่องเขตแดนฝั่งแม่น้ำโขง
          สมัยรัชกาลที่ ๖ ใน พ.ศ. ๒๔๕๔ เกิดสถานสงเคราะห์เด็กแห่งแรกในประเทศไทย คือ สถานสงเคราะห์เด็กหญิงบ้านราชวิถี
          สมัยรัชกาลที่ ๗ ใน พ.ศ. ๒๔๘๓ เกิดกรมประชาสงเคราะห์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางราชการ ที่มีวัตถุประสงค์ในการให้ความช่วยเหลือและส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทยให้ผาสุก และใน  พ.ศ. ๒๔๙๗ ก็ได้เกิดคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์    ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาด้านการสังคมสงเคราะห์แห่งแรก และแห่งเดียวในประเทศไทย
จึงสามารถกล่าวได้ว่า  เอกชนหรือหน่วยงานภาคเอกชนเป็นผู้ริเริ่มการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ก่อนหน่วยงานทางรัฐบาล การเริ่มปฏิบัติงานระยะแรกเป็นไปแบบตามมีตามเกิดเป็นแบบการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ต่อมาจึงได้พัฒนาเป็นรูปแบบการให้ความช่วยเหลือ ที่ทำเป็นกระบวนการ มีระบบอาศัยหลักวิทยาศาสตร์ และศิลปะ มาประยุกต์ใช้ แล้วก็มีโรงเรียนที่ให้ความรู้ทางสังคมสงเคราะห์เกิดขึ้นตามมา

การสังคมสงเคราะห์, การสังคมสงเคราะห์ หมายถึง, การสังคมสงเคราะห์ คือ, การสังคมสงเคราะห์ ความหมาย, การสังคมสงเคราะห์ คืออะไร

ร่วมเป็นแฟนเพจเรา บน Facebook..ได้ที่นี่เลย!!

บทความอื่น ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 12

สารานุกรมเล่มอื่นๆ

คำยอดฮิต

Sanook.commenu