ความรู้ รักออกฤทธิ์ เกร็ดความรู้ สารานุกรม สารานุกรมออนไลน์ ความรู้รอบตัว ความรู้ทั่วไป พจนานุกรม เกมส์

การสาธารณสุขในประเทศไทย, การสาธารณสุขในประเทศไทย หมายถึง, การสาธารณสุขในประเทศไทย คือ, การสาธารณสุขในประเทศไทย ความหมาย, การสาธารณสุขในประเทศไทย คืออะไร
| เปิดอ่าน 0 | ความคิดเห็น 0
การสาธารณสุขในประเทศไทย

          วิวัฒนาการของการสาธารณสุขในประเทศไทยในเชิงประวัติศาสตร์ อาจแบ่งออกได้เป็น ๓ ยุค คือ
          ยุคแรก ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๐๕๔ - ๒๓๗๐(๓๑๗ ปี) คือ นับตั้งแต่แผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ สมัยกรุงศรีอยุธยา  จนถึงตอนต้นรัชกาลที่ ๓  สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะก่อนหน้านี้ไม่มีหลักฐานใดๆ เกี่ยวกับการสาธารณสุขปรากฏอยู่
          ยุคที่ ๒ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๗๑ อันเป็นปีที่ ๕ ในรัชกาลที่ ๓ จนถึง พ.ศ. ๒๔๗๕ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ยุคนี้เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างการแพทย์แผนโบราณและแผนปัจจุบัน
          ยุคที่ ๓  ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ จนถึงปัจจุบันเป็นยุคที่การแพทย์แผนปัจจุบันเริ่มมีวิวัฒนาการ โดยมีเป้าหมายให้สอดคล้องกับนโยบายและแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ยุคแรก
          เริ่มตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงต้นรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์รวมเป็นเวลา ๓๑๗ ปี ในยุคนี้คนไทยยังไม่รู้จักการสาธารณสุข เมื่อเจ็บป่วยก็รักษาพยาบาลกันไปโดยใช้ยาแผนโบราณหรือการบีบนวด การรักษาพยาบาลแผนโบราณของไทยเรามีที่มาจากประเทศอินเดียเช่นเดียวกับอารยธรรมแขนงอื่น  แต่ไม่ได้เข้ามาผสมผสานกับของจีน และความเชื่อถือดั้งเดิมของคนท้องถิ่น จึงเป็นเรื่องของสมุนไพรผสมผสานกับความเชื่อถือทางไสยศาสตร์และโชคลาง ผู้ที่เป็นหมอแผนโบราณได้รับความรู้โดยการฝึกสอน ซึ่งอาศัยความจำเป็นหลักและถ่ายทอดกันมาในหมู่วงศาคณาญาติ แต่ปิดบังอย่างมิดชิดตามวิสัยของคนไทยโบราณที่หวงวิชา จึงได้สูญหายตายตามเจ้าของตำรับไปเสียมาก ตำรับยาแผนโบราณครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่ยังมีเหลืออยู่จนถึงทุกวันนี้ ไม่ใช่ต้นฉบับเดิม เป็นฉบับที่เขียนขึ้นใหม่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
          สำหรับการแพทย์การสาธารณสุขแบบยุโรปนั้นประเทศไทยได้รับมาจากอิทธิพลของชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สอนศาสนา แต่ในระยะแรกการเผยแพร่ยังไปไม่ถึงชาวบ้าน คงใช้อยู่ในกลุ่มผู้สอนศาสนาและข้าราชสำนัก ความจริงชาวยุโรปได้เข้ามาในประเทศไทยนานมาแล้ว ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชกาลของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งมีฝรั่งมาอยู่ในประเทศไทยเป็นจำนวนพัน  มีทั้งบาทหลวง พ่อค้า นายช่าง  และทหาร กับคงมีแพทย์มาด้วย เพราะปรากฏหลักฐานว่าฝรั่งได้ตั้งโรงพยาบาลขึ้นที่กรุงศรีอยุธยาแห่งหนึ่ง แต่โดยทั่วๆไปแล้ว ยาฝรั่งและวิธีรักษาโรคแผนใหม่ส่วนใหญ่คงจะใช้กันอยู่ในหมู่ฝรั่งและผู้ที่ใกล้ชิดส่วนประชาชนโดยทั่วไปยังไม่รู้จักและเลื่อมใส คงรักษาตัวโดยหมอแผนโบราณตลอดยุคนี้
          เรื่องราวเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ  และวิธีการรักษาแผนโบราณในประเทศไทยนี้ นายลาลูแบร์ (Monsieurde la Loubere) เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่  ๑๔ ซึ่งมาเจริญสัมพันธไมตรีในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้บันทึกไว้ในจดหมายเหตุเมื่อพ.ศ. ๒๒๓๐ ว่า โรคร้ายแรงที่สุดของชาวสยามคือ โรคป่วงและโรคบิด  โรคป่วงคงจะหมายถึงโรคอหิวาตกโรค  นอกจากนี้ ก็มีโรคไข้จับสั่น คุดทะราด ไข้ทรพิษ และโรคผิวหนัง แต่ "หมอสยาม" ในสายตาของ ลาลูแบร์  ไม่มีความรู้ทางสรีรวิทยา การให้ยาก็ให้ตามอาการเสียเป็นส่วนใหญ่และเป็นสูตรที่จำมาจากบิดามารดา ครูบาอาจารย์ การรักษาใช้ทั้งการนวดและการให้ยาสมุนไพรและมีการงดของแสลงเมื่อยามเจ็บไข้ได้ป่วย
          จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ในยุคแรกนี้ไม่มีงานด้านสาธารณสุขปรากฏมากนัก นอกจากจะมีคณะบาทหลวงชาวอิตาลี มาเริ่มงานสุขาภิบาลในเมืองลพบุรี  ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยมาช่วยวางแผนผังระบบส่งน้ำจากทะเลชุบศร เข้ามาในตัวเมืองลพบุรี ซึ่งต่อมาคณะบาทหลวงทั้งชาวอิตาลีและฝรั่งเศส ก็ได้ช่วยกันสร้างท่อส่งน้ำและถังเก็บน้ำนำน้ำเข้ามาใช้บางแห่งในตัวเมืองลพบุรีเป็นผลสำเร็จ
ยุคที่ ๒
          ใน พ.ศ. ๒๓๗๑ อันเป็นปีที่ ๕ ในรัชกาลที่ ๓ กล่าวได้ว่าเป็นปีแรกที่การแพทย์แผนตะวันตกเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการแพทย์การสาธารณสุข โดยดำเนินการควบคู่กันไป  กล่าวคือให้การรักษาพยาบาลผู้เจ็บป่วยและทำการป้องกันโรคติดต่อที่ร้ายแรงไปด้วย
          นายแพทย์แดน  บีช  บรัดเลย์ (Dan BeachBradley) ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า  "หมอปลัดเล" นักเผยแผ่คริสต์ศาสนาชาวอเมริกัน ซึ่งเข้ามาเมืองไทยในปีพ.ศ. ๒๓๗๘ เป็นผู้ที่ริเริ่มการป้องกันโรคติดต่อครั้งแรกในประเทศไทย โดยสั่งหนองฝีป้องกันไข้ทรพิษจากสหรัฐอเมริกามาปลูกให้ลูกของตนเองก่อน  เมื่อฝีขึ้น  จึงเอาหนองจากแผลนั้นปลูกให้เด็กคนอื่นๆต่อไป ซึ่งปรากฏว่าได้ผลดี  จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๓๘๑ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดให้หมอหลวงไปเรียนวิธีปลูกฝีจากหมอบรัดเลย์ เพื่อปลูกให้แก่ข้าราชการและประชาชน
          ในระยะแรก พันธุ์หนองฝีต้องสั่งจากต่างประเทศ ภายหลังที่นายแพทย์ อัทย์ หะสิตะเวชกับนายแพทย์แฮนส์ อะดัมสัน (Hans Adamson) ไปศึกษาวิธีทำหนองฝีที่ประเทศฟิลิปปินส์ จึงกลับมาผลิตหนองฝีในประเทศได้ในปี พ.ศ. ๒๔๔๘
          ในสมัยรัชกาลที่  ๔  นายแพทย์ซามูเอล เรย์โนลดส์ เฮาส์ (Samuel Reynolds House) นักเผยแพร่ศาสนาชาวอเมริกาได้มีบทบาทช่วยในการควบคุมอหิวาตกโรคและรักษาคนไข้ โดยการใช้ทิงเจอร์การบูรผสมน้ำให้ดื่ม เขารายงานไปยังสหรัฐอเมริกันได้ว่าผลดีมาก
          ต่อมาในรัชสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  มีการประกาศใช้กฎหมายเกี่ยวกับการสุขาภิบาลเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๑๓ พระราชบัญญัติฉบับนั้นชื่อว่า "พระราชบัญญัติธรรมเนียมคลอง" เพื่อให้มีการรักษาความสะอาดของคลองให้ได้มาตรฐาน  เพราะคนสมัยนั้นเริ่มเชื่อกันว่า การใช้น้ำสกปรกเป็นมูลเหตุอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ
          การแพทย์ของประเทศไทยในยุคที่ ๒ นี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นยุคหัวเลี้ยวหัวต่อ ระหว่างการแพทย์แผนโบราณและแผนปัจจุบัน  อาจกล่าวได้ว่าแพทย์แผนปัจจุบันได้วิวัฒนาการโดยเข้าไปแทนที่การแพทย์แผนโบราณทีละเล็กทีละน้อย  และประชาชนค่อยๆ เกิดความเชื่อถือศรัทธามากขึ้นเป็นลำดับ แต่ก็เป็นความนิยมที่ยังอยู่ในวงแคบๆ เพราะแพทย์มีจำกัด ยิ่งตามชนบทด้วยแล้ว การแพทย์แผนปัจจุบันยังไม่เป็นที่ล่วงรู้ของประชาชน
          การเผยแพร่การแพทย์แผนปัจจุบันออกสู่ต่างจังหวัดครั้งแรก กระทำโดยสำนักงานเผยแผ่ศาสนาของอเมริกันคณะเพรสไบทีเรียน ซึ่งออกไปตั้งสาขาที่จังหวัดเพชรบุรีในปี  พ.ศ.  ๒๔๐๔ โดยมีศาสนาจารย์เอส. จี. แมคฟาร์แลนด์ (S.G.  McFarland)  และศาสนาจารย์ดาเนียลแมคกิลวารี (Daniel McGilvary) ออกไปปฏิบัติงานแมคฟาร์แลนด์ผู้นี้เป็นบิดาของพระอาจวิทยาคมหรือนายแพทย์ยอร์ช แมคฟาร์แลนด์ ผู้เป็นอาจารย์ของแพทย์ไทยหลายรุ่น  กล่าวกันว่าเมื่อพระอาจวิทยาคมยังเยาว์วัยอยู่ได้เคยช่วยบิดาห่อยาควินินแจกชาวบ้านที่จังหวัดเพชรบุรี
          พ.ศ. ๒๔๑๐ การแพทย์แผนปัจจุบันได้ขยายไปถึงจังหวัดเชียงใหม่ โดยศาสนาจารย์แมคกิลวารี ผู้เป็นลูกเขยของนายแพทย์บรัดเลย์นำไปเผยแพร่ และช่วยในการบำบัดโรคไข้จับสั่นและป้องกันโรคไข้ทรพิษอย่างเข้มแข็ง โดยใช้ยาควินินและหนองฝีที่ได้รับจากนายแพทย์บรัดเลย์ ส่วนผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง คือนายแพทย์แมคเคน (James W. Mckean) งานสำคัญของท่านคือการจัดตั้งสถานควบคุมโรคเรื้อนแห่งแรกในประเทศไทยนอกจากนี้ในการควบคุมไข้จับสั่น นายแพทย์แมคเคนเป็นผู้นำเครื่องจักรทำยาเม็ดเข้ามาผลิตยาควินินเม็ดเพื่อแจกจ่ายให้แก่ราษฎร  กับยังเป็นผู้ตั้งสถานผลิตภัณฑ์หนองฝีขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่อีกด้วย
          อาจกล่าวได้ว่า วิวัฒนาการของการแพทย์แผนปัจจุบันซึ่งดำเนินการโดยคณะเผยแผ่คริสต์ศาสนานิกายโปรเตสแตนต์ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๗๑-๒๔๒๔ เป็นเวลาประมาณ  ๔๐ ปีนั้น แม้ว่าจะส่งผลไปถึงประชาชนในชนบทหรือในส่วนภูมิภาคได้ไม่มากนัก  แต่ก็อาจกล่าวได้ว่าคณะเผยแผ่ศาสนาคริสต์นี้ มีอิทธิพลก่อให้เกิดระบบงานสาธารณสุขในประเทศไทยในยุคต่อมา

          การดำเนินงานสาธารณสุขโดยทางราชการ

          การดำเนินงานสาธารณสุขโดยทางราชการนั้นจากจดหมายเหตุต่างๆ ทั้งที่เป็นของทางราชการและของบุคคลนอกวงราชการ ปรากฏว่าเริ่มเป็นรูปเป็นร่างในรัชสมัยของสมเด็จพระปิยมหาราช  โดยเริ่มด้วยการจัดตั้ง  "คอมมิตตีจัดการโรงพยาบาล" เพื่อสร้างโรงพยาบาลที่วังหลัง ธนบุรี หรือ ศิริราชพยาบาล  เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๙ภายหลังก่อสร้างแล้วเสร็จก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้คณะกรรมการชุดนี้พ้นจากหน้าที่  และจัดตั้งกรมพยาบาลขึ้นแทนเมื่อวันที่  ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๑  และโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าศรีเสาวภางค์ เป็นอธิบดีบังคับการกรมพยาบาล มีหน้าที่ควบคุมกิจการฝึกอบรมนักเรียนแพทย์และการบริหารของศิริราชพยาบาล และควบคุมดูแลกิจการของโรงพยาบาลอื่นที่มีอยู่แล้วในขณะนั้น ตลอดจนการปลูกฝีให้แก่ประชาชน  ฉะนั้นอาจถือได้ว่าปี พ.ศ. ๒๔๓๑ เป็นการเริ่มศักราชใหม่ของการแพทย์และการสาธารณสุขแผนปัจจุบันในประเทศไทย
ยุคที่ ๓
          การแพทย์ในยุคนี้ เป็นยุคที่การบริหารประเทศดำเนินไปตามระบอบประชาธิปไตย  ในระยะ ๑๐ ปีแรกของยุคนี้ คือตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕-๒๔๘๕ กรมสาธารณสุขยังคงสังกัดอยู่ในกระทรวงมหาดไทย และไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆที่เห็นได้ชัด นอกจากได้มีการขยายงานเทศบาล การจัดตั้งโรงพยาบาลในส่วนภูมิภาคและการขยายงานบริการสู่ชนบทเพิ่มขึ้น โดยสร้างสุขศาลาชั้น ๒ หรือ สถานีอนามัยชั้น ๒ เพิ่มเติมจากโอสถสภาเดิมซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเรียกเป็น สุขศาลาชั้น ๑ และ สุขศาลาชั้น  ๒  สำหรับการจัดสร้างนั้น ได้ใช้เงินบริจาคในท้องถิ่นส่วนหนึ่ง และรัฐบาลออกสมทบให้อีกส่วนหนึ่ง

การสาธารณสุขในประเทศไทย, การสาธารณสุขในประเทศไทย หมายถึง, การสาธารณสุขในประเทศไทย คือ, การสาธารณสุขในประเทศไทย ความหมาย, การสาธารณสุขในประเทศไทย คืออะไร

ร่วมเป็นแฟนเพจเรา บน Facebook..ได้ที่นี่เลย!!

บทความอื่น ของสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 9

สารานุกรมเล่มอื่นๆ

คำยอดฮิต

Sanook.commenu